Wiki

[NEW] ประวัติ Ray Kroc ผู้ปลุกปั้น McDonald’s ร้านอาหาร Fastfood อันดับ 1 ของโลก | ประวัติ แมคโดนัลด์ – Nangdep.vn

ประวัติ แมคโดนัลด์: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

แฮมเบอร์เกอร์ จากเมนูที่ดูธรรมดา ๆ สู่การเป็น The King of Fast Food หรือกลายเป็นราชาของเหล่าบรรดาอาหารจานด่วน ที่ไม่ใช่เฉพาะชาวอเมริกันเท่านั้น แต่หมายถึงมันได้กลายเป็นอาหารของคนทั้งโลก ซึ่งแน่นอนว่า หากพูดถึงแฮมเบอร์เกอร์และอาหารฟาสต์ฟู้ด แทบทุกคนจะต้องรู้จักชื่อของ McDonald’s อย่างแน่นอน และชายผู้อยู่เบื้องหลังการผลักดันให้ร้านแมคโดนัลด์เติบโตกลายเป็นแบรนด์ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดอันดับที่ 1 ของโลกได้นั้นก็คือชายที่ชื่อว่า Ray Kroc นั่นเอง

ชีวิตในวัยเด็ก

ประวัติ Ray Kroc หรือชื่อเต็ม ๆ ของเขาคือ Raymond Albert Kroc เกิดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ปี 1902 ที่หมู่บ้าน Oak Park ที่อยู่ติดกับเมือง Chicago ในรัฐ Illinois สหรัฐอเมริกา แต่พ่อและแม่ของเขามีเชื้อสายต้นตระกูลที่มาจากประเทศสาธารณรัฐเช็ก(Czech)

โดยพ่อของเขาชื่อว่า Alois Louis Kroc ทำงานอยู่ในบริษัทที่เกี่ยวกับโทรเลข ซึ่งพ่อของเขานั้นเป็นคนที่มีวินัยในการทำงานที่สูงมาก จนสามารถไต่เต้าไปถึงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของบริษัทได้ และนอกจากนั้นพ่อของเขายังคลั่งไคล้กับกีฬาอย่างเบสบอลเป็นอย่างมาก (ซึ่งนั่นก็กลายเป็นความคลั่งไคล้ของ Ray ที่ได้มาจากพ่อของเขาแบบเต็ม ๆ อีกด้วย)

ส่วนแม่ของเขามีชื่อว่า Rose Mary nee Hrach เธอเกิดและเติบโตในรัฐ Illinois เป็นผู้หญิงที่น่ารักและเป็นแม่บ้านที่ดี และนอกจากนั้นเธอยังสามารถเล่นเปียโนได้อย่างไพเราะ จนสามารถทำเป็นอาชีพเสริมในการสอนเปียโนให้กับเด็กและผู้ใหญ่ที่สนใจจะเรียนเปียโนกับเธอ และ Ray ก็ได้สกิลในการเล่นเปียโนมาจากแม่ของเขานั่นเอง

Ray คือลูกชายคนโตสุดของครอบครัว โดยมีน้อง ๆ อีกสองคนคือ Robert กับ Lorraine

เมื่อตอนที่ Ray เรียนอยู่ระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียน Lincoln School ในเมือง Oak Park นั้น เขาฉายแววและมีพรสวรรค์ในด้านการดีเบตหรือการพูดอภิปรายเป็นอย่างมาก โดยในตอนนั้นเป็นหัวข้อถกเถียงกันเกี่ยวกับผลกระทบของการสูบบุหรี่ ทำให้เขานั้นมีความสามารถในการโน้มน้าวให้ผู้อื่นเห็นคล้อยตามด้วยได้อย่างง่ายดาย

ต่อมาเมื่อตอนที่ Ray เรียนอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษา เขาก็เริ่มหารายได้เสริมด้วยการใช้เวลาว่างจากการเรียนเพื่อไปรับจ๊อบในร้านขายของชำและร้านขายยา ภายหลังจากนั้นเขาก็ได้ตั้งร้านขายน้ำมะนาวที่บริเวณหน้าบ้านของเขาเอง และนั่นคือครั้งแรกที่เขาเริ่มต้นสู่เส้นทางของการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหาร

ในปี 1916 ตอนที่ Ray อายุได้ 14 ปี เขาได้รวมกลุ่มกับเพื่อนอีกสองคน เพื่อเปิดธุรกิจในการขายแผ่นเพลง โดยตั้งชื่อร้านว่า ‘Ray Kroc Music Emporium’ โดยเขาใช้ทักษะการเล่นเปียโนที่ได้มาจากแม่ของเขา ในการเรียกแขกในระหว่างที่เขาและเพื่อน ๆ ทำการขายแผ่นเสียง แต่ธุรกิจนี้ก็ทำได้อยู่ได้ไม่กี่เดือน ก็ได้ปิดตัวลงไป

ซึ่งหลังจากนั้น เขาก็ได้มีโอกาสไปทำงานกับลุงของเขาที่เปิดร้านขายน้ำอัดลมอยู่ ซึ่งที่นี่ทำให้เขาได้เรียนรู้ทักษะในการขาย และวิธีการเป็นนักขายหรือ salesman ที่ดีขึ้น โดยสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ก็คือ ในตอนที่เขาทำการขายหากเขายิ้มเล็กน้อย บวกกับมีท่าทีกระตือรือร้นในการขาย จะทำให้ยอดขายของเขาสูงขึ้นกว่าปกติ

ต่อมาในปี 1917 ที่โลกเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 Ray มีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพ โดยเฉพาะในตำแหน่งพลขับในหน่วยของพยาบาลทหาร แต่ติดตรงที่ตอนนั้น เขายังมีอายุเพียง 15 ปี ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะออกรบได้

แต่เขาก็ยังไม่ละความพยายามที่จะเข้ากองทัพให้จงได้ เขาจึงทำการโกหกเรื่องอายุที่แท้จริงของตัวเอง และออกจากโรงเรียนกลางคัน จนทำให้เขา สามารถเข้าหน่วยสภากาชาดของอเมริกัน และถูกส่งไปฝึกการเป็นพยาบาลฝึกหัด และถูกส่งไปประจำการที่ประเทศฝรั่งเศส ทำให้เขาอดเข้าร่วมกับกองทัพแนวหน้า เพราะกว่าที่เขาจะถูกส่งตัวกลับมา สงครามโลกครั้งที่ 1 ก็ได้สิ้นสุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

และหลังจากที่ Ray กลับถึงบ้าน พ่อก็ของเขาก็ยืนกรานเสียงแข็งเพื่อไล่เขากลับเข้าไปเรียนในโรงเรียน Lincoin ให้จบระดับชั้นมัธยมซะก่อน แน่นอนกว่าเขารับปาก และเป็นอีกครั้งที่เขานั้นแอบลาออกจากโรงเรียน เพื่อไปผจญภัยและเผชิญหน้าในชีวิตของโลกแห่งความเป็นจริงที่รอเขาอยู่

ชีวิตวัยเริ่มต้นทำงาน

โดยในปี 1919 ตอนที่เขาอายุได้ 17 ปี เขาเริ่มต้นในสายอาชีพของการเป็นนักขาย ซึ่งก็รู้ ๆ กันอยู่ว่า เงินเดือนของนักขายมันไม่พอกิน เพราะรายได้ส่วนใหญ่มันมาจากค่าคอมมิชชั่นที่ได้จากการที่จะต้องขายของให้ได้ซะก่อน ทำให้ในระหว่างนั้น เขาจึงจำเป็นต้องหารายได้เสริม ด้วยการไปเล่นเปียโนตามไนท์คลับในตอนกลางคืน บ้างก็ไปเป็นดีเจเปิดแผ่นที่สถานีวิทยุกระจายเสียงในพื้นที่

รวมไปถึงรับจ็อบเพื่ออ่านค่า ticker tape ในตลาดหุ้น จากนั้นเขาก็เริ่มเดินสายในการเป็นนักขายอย่างเต็มตัว โดยเขาขายไม่เลือกหน้า อะไรที่สามารถขายได้ขายหมด โดยเขาเคยขายตั้งแต่เครื่องประดับจุ๊ก ๆ จิ๊ก ๆ ให้กับสาว ๆ จนไปถึงการเป็นนายหน้าอสังหาฯ ในเมือง Fort Lauderdale รัฐ Illinois ก็เคยขายได้มาแล้วด้วย

จนกระทั่งในปี 1923 ตอนที่เขาอายุ 21 ปี ก็ได้ทำงานเป็น salesman ที่เป็นหลักเป็นแหล่งกับบริษัท Lily Tulip Paper Cup Company ที่เป็นบริษัทขายถ้วยกระดาษสำหรับใส่เครื่องดื่ม และด้วยความที่เขายังหนุ่มยังแน่น มีความทะเยอทะยานสูงและเป็นคนที่หนักเอาเบาสู้ เขาจึงทำการเดินทางไปทั่วประเทศ เพื่อไปนำเสนอผลิตภัณฑ์ของบริษัท โดยเขามักมีเซ็นต์ที่ดีประกอบกับการค้นคว้าหาข้อมูลว่าจะต้องไปขายที่ไหน ขายอย่างไร และขายให้ใคร

โดยสิ่งที่เขาขายนั้นไม่ใช่ขายถ้วยกระดาษเพราะว่ามันเป็นถ้วยกระดาษ แต่เขาขายมันเพราะเจ้าถ้วยกระดาษนั้นสามารถช่วยให้ธุรกิจของลูกค้าดีขึ้นอย่างไรได้บ้าง โดยเขาให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับการเทคแคร์ลูกค้า และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี ทำให้หลังจากที่เขาทำงานอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน Ray ในวัย 23 ปี ก็ได้กลายเป็นหนึ่งใน Top Sales ที่ถือว่ามียอดขายสูงที่สุดในบริษัทอีกด้วย

ต่อมาในปี 1938 ในขณะที่ Ray กำลังเดินทางเพื่อขายถ้วยกระดาษทั่วประเทศอยู่นั้น เขาก็ได้พบปะกับลูกค้าคนหนึ่งซึ่งเป็นชายนักประดิษฐ์ที่ชื่อ Earl Prince ซึ่งเป็นผู้คิดค้นเครื่อง Multimixer ซึ่งอันที่จริงมันก็คือเครื่อง milkshake mixer ที่แต่เดิมในตลาดทั่วไปจะสามารถทำ milkshake ได้ทีละแก้ว แต่เจ้าเครื่องนี้ทำได้ทีละ 5 แก้วพร้อมกัน ที่สามารถปั่นน้ำได้มากถึง 40 แก้วใน 1 นาที เขาจึงตั้งชื่อนิกเนมให้มันว่า ‘Multishaker’

และหลังจากที่เขาขายถ้วยกระดาษมามากกว่า 16 ปี กับบริษัท Lily Tulip Paper Cup Company เขาก็เริ่มอิ่มตัว ประกอบกับตั้งแต่ที่เขาเจอเจ้าเครื่อง milkshake ของ Earl Prince ในใจเขาก็คิดตลอดว่า มันน่าจะเป็นโอกาสใหม่ ๆ ในการเติบโตไปอีกขั้น เขาจึงเลือกที่จะรับข้อเสนอของ Earl Prince ที่เขาจะได้รับสิทธิ์ในการทำการตลาดและการขายแต่เพียงผู้เดียวในผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ ทำให้ Ray Kroc ในวัย 37 ปี ตัดสินใจทิ้งการงานที่มั่นคง เพื่อไปลุยเต็มตัวกับ Earl Prince ในบริษัท Prince Castle เพื่อขายเจ้า Multimixer เครื่องนี้

READ  [NEW] 10 ภาพที่แพงที่สุดในโลก | ภาพวาดราคาแพง - Nangdep.vn

และก็ดูเหมือนธุรกิจนี้จะไปได้สวย เพราะในช่วงปีแรก ๆ นั้น เขาสามารถขายเจ้าเครื่อง Multimixer ได้มากกว่า 8,000 เครื่อง ในเวลาอันรวดเร็ว โดยกลุ่มลูกค้าหลักของเขานั้นเป็นกลุ่มร้านอาหารและร้านขายเครื่องดื่มซะเป็นส่วนใหญ่ จนกระทั่งความต้องการของผู้บริโภคในตลาดนี้เปลี่ยนไป เริ่มซบเซาลง

เหตุผลก็เพราะหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็มีนโยบายให้บุคคลทั่วไปซื้อบ้านในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ แถมยังมีการปฏิวัติวงการในอุตสาหกรรมรถยนต์ในอเมริกาทำให้มีจำนวนรถเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า และนอกจากนั้นยังมีการก่อสร้างระบบทางหลวงระหว่างรัฐจากในเมืองไปยังชานเมืองได้สะดวกสบาย ทำให้ผู้คนเริ่มสัญจรและไปอาศัยอยู่ชานเมืองกันมากขึ้นส่งผลให้การเติบโตของร้านอาหารและร้านขายน้ำโซดามีอัตราการเติบโตที่ลดลง บวกกับมีคู่แข่งเจ้าใหญ่อย่าง The Hamilton Beach ที่เป็นบริษัททำเกี่ยวกับเครื่องครัวและอุปกรณ์ในการทำอาหาร ลงมาเล่นตลาดนี้ด้วย Ray จึงรู้สึกว่าตลาดนี้มันแข่งขันดุเดือดกันมากเกินไป

ช่วงการเปิดร้าน McDonald’s

และในปี 1954 ตอนที่ธุรกิจขายเครื่อง mixer กำลังซบเซาอยู่นี่เอง Ray กลับสังเกตเห็นว่า มีลูกค้าที่เป็นเจ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมือง San Bernardino กลับสั่งเครื่อง Multimixer เยอะขึ้น ๆ สวนกระแสกับร้านอื่น ๆ ทำให้ Ray เกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาว่าเป็นร้านอาหารแบบไหน เขาจึงเดินทางไปร้านแล้วก็พบว่า จุดเด่นของร้านนี้คือ เป็นร้านอาหารที่ไม่มีที่นั่งในร้านให้ โดยเป็นการสั่งอาหารแบบ Drive-in ที่ให้ลูกค้าขับรถเข้ามาจอดเพื่อสั่งซื้ออาหารแล้วกินในรถของตนเอง โดยเจ้าของร้านนี้ขับเคลื่อนโดยสองพี่น้องชาวอังกฤษที่ชื่อ Richard และ Maurice McDonald

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1948 สองพี่น้อง McDonald Richard และ Maurice ได้สังเกตเห็นการเจริญเติบโตของธุรกิจรถเข็นยืนขายฮ็อตด็อกได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ในภาวะเศรษฐกิจที่ตึงเครียดและถดถอย ทำให้จุดประกายแก่สองพี่น้องที่มีความฝันอยากเป็นเศรษฐีเงินล้านแบบ American Dream ที่ต้องการจะเปิดร้านอาหารที่ไม่เหมือนกับร้านอาหารทั่วไป แต่เป็นร้านอาหารที่สามารถขับรถยนต์เข้ามาซื้ออาหารได้ พร้อมกับมีที่จอดรถอย่างกว้างขวาง

โดยทั้งสองพี่น้องตัดสินใจเปิดร้านอาหารแบบ drive-in ในปี 1948 นี้ ในเมือง San Bernardino รัฐ California โดยใช้นามสกุล McDonald เป็นชื่อร้าน และมีโลโก้ เป็นชายที่มีหน้าตาเป็นขนมปังแฮมเบอร์เกอร์ใส่ชุดเชฟแบบเต็มยศที่กำลังทำท่าวิ่งอย่างรวดเร็วอยู่ โดยมีฉายาว่า ‘Speedee’ ที่กลายเป็นคำที่ยึดถือเป็นหัวใจหลักสำหรับองค์กรนี้ว่า จะต้องส่งมอบแฮมเบอร์เกอร์ที่อร่อยได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง

และเมื่อ Ray ลองมองดูรอบ ๆ ร้านก็พบว่า ร้านนี้ใช้วิธีการขายแบบสายพานการผลิตที่ใช้พนักงานในการเตรียมอาหารในปริมาณมาก ไม่มีพ่อครัว และที่สำคัญพนักงานแต่ละคนทำอาหารไม่เป็นด้วยซ้ำ! ยกตัวอย่างเช่น

  • มือทอดเนื้อ จะทำหน้าที่ทอดเนื้อเพียงอย่างเดียว
  • มือขนมปังจะเอาส่วนประกอบทุกชิ้นมาประกบกัน
  • มือบีบซอส จะบีบแค่ซอสมะเขือเทศกับมัสตาร์ดบนขนมปังท่อนบน
  • ส่วนประกอบต่าง ๆ ของแฮมเบอร์เกอร์จะถูกกำหนดเอาไว้อย่างชัดเจน เช่น จะต้องใส่ผักดอง 2 ชิ้น และความหนาของเนื้อทอดจะต้องหนา 0.5 นิ้ว และจะต้องใส่หัวหอมสับจำนวน 12 ชิ้นพอดี ฯลฯ

แต่กลับใช้เวลาในการเสิร์ฟถึงมือลูกค้าอย่างรวดเร็ว โดยเฉลี่ยจะใช้เวลาผลิตแฮมเบอร์เพียง 30 วินาทีต่อชิ้น และนอกจากนั้นทางร้านยังมีเนูให้เลือกอยู่อย่างจำกัด จากเดิมที่มีเมนูอาหารถึง 25 เมนู แต่เพื่อความรวดเร็วและสะดวกในการเตรียมวัตถุดิบทำให้ลดมาเหลือแค่เพียง 9 เมนูเท่านั้น โดยมีเพียง cheeseburgers, hamburgers, fries, เครื่องดื่ม และ milkshakes ที่ซื้อเครื่องจาก Ray ถึง 8 เครื่องด้วยกัน โดยแต่ละเครื่องนั้นมีราคาอยู่ที่เครื่องละ $150 ที่ถือว่าแพงมากในสมัยนั้น

โดย Ray ได้ลองพูดคุยสอบถามกับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในแถบนั้นว่าเพราะเหตุใดพวกเขาจึงเลือกที่จะมาซื้ออาหารที่ร้านนี้

Ray: Say, what’s the attraction here? (อะไรคือสิ่งที่ดึงดูดให้คุณมาซื้ออาหารที่ร้านนี้?)

Customer: Never eaten here before? (คุณไม่เคยกินอาหารที่ร้านนี้มาก่อนเลยหรอ?)

Ray: Nope. (ไม่เคยครับ)

Customer: Well, you’ll see. You’ll get the best hamburger you ever ate for fifteen cents… And you don’t have to wait and mess around tipping waitresses. (โอเค, คุณจะสังเกตเห็นได้ว่า ที่นี่คุณสามารถซื้อแฮมเบอร์เกอร์ที่สุดแสนอร่อยได้ในราคาเพียง 15 cents เท่านั้น(ตีเป็นเงินบาทในสมัยนั้นก็น่าจะราว ๆ 5 บาท) และนอกจากนั้น คุณยังไม่ต้องใช้เวลารอเนิ่นนานในการสั่งอาหาร และไม่ต้องคอยปวดหัวด้วยว่ามื้อนี้จะต้องให้ทิปพนักงานกี่บาทอีกด้วย)

โดยลูกค้าส่วนใหญ่มักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อาหารที่นี่ราคาไม่แพง แถมแฮมเบอร์เกอร์กับเฟรนฟรายก็ยังรสชาติดีอีกด้วย

และเมื่อ Ray ได้ฟังดังนั้น เขาก็เกิดจินตนาการขึ้นว่า มันคงจะเจ๋งน่าดูถ้ามีร้าน McDonald’s กระจายอยู่ตามทุกซอกทุกมุมทั่วประเทศ เพราะเพียงแค่จินตนาการว่าเขาได้ขายเครื่อง Multimixer ให้ทุกสาขาของ McDonald’s สาขาละ 8 เครื่อง ก็เป็นเงินมหาศาลแล้ว

Ray จึงไปขายฝันให้กับสองพี่น้อง McDonald เกี่ยวกับการขยายสาขา แต่ทั้งสองพี่น้อง McDonald ก็ไม่ได้สนใจอะไรสักเท่าไหร่นัก แต่อย่างน้อย Ray ก็สามารถโน้มน้าวให้ทั้งสองพี่น้อง McDonalds นั้นมอบสิทธิ์ในการใช้วิธีและกระบวนการจัดการของร้าน McDonald’s ให้เขา แน่นอนว่า Ray ในวัย 52 ปี ที่มีโรคประจำตัวรุมเร้าอย่างโรคเบาหวานกับโรคข้อเข่าเสื่อมนั้น เขามองว่านี่คือโอกาสที่ดีที่สุดในช่วงชีวิตที่เหลือของเขาต่อจากนี้ที่เขาจะต้องไม่พลาดโอกาสนี้ที่จะทำมัน และนั่นก็ทำให้ Ray ได้กลายมาเป็นแฟรนไชส์เซอร์ของ McDonald’s ที่เขานั้นจะเป็นคนที่ขยายสาขาให้เอง

และในวันที่ 15 เมษายน ปี 1955 Ray Kroc ก็ได้เปิดร้านอาหารร้านแรกของเขาในเมือง Des Plaines รัฐ Illinois และในปีเดียวกันนี้เอง เขายังได้เปิดร้านอาหารอีกสองร้าน รวมเป็นสามร้านภายในสิ้นปี 1955 และสามารถทำยอดขายรวมในปีนั้นได้ทั้งสิ้น $235,000 โดยทุกร้านของเขาจะใช้กลยุทธ์และวิธีการเดียวกันกับร้านของสองพี่น้อง McDonalds โดยร้านของเขาจะใส่ใจเรื่องความสะอาดมากเป็นพิเศษ

และเมื่อร้านต้นแบบประสบความสำเร็จ เขาก็เริ่มต้นที่จะขายแฟรนไชส์ให้กับผู้ที่สนใจร่วมลงทุนในธุรกิจของเขา โดยเขาจะเก็บค่าส่วนแบ่งแฟรนไชส์เป็นจำนวน 1.9% จากยอดขาย แต่ต้องหัก 0.5% เพื่อไปแบ่งให้สองพี่น้อง McDonald ด้วย ผ่านไป 1 ปี เขาสามารถขายแฟรนไชส์ได้กว่า 18 แห่ง โดยสาเหตุที่เขาสามารถขยายสาขาได้อย่างรวดเร็วนั้นก็เป็นเพราะ ในระหว่างที่เขาตระเวนขายเครื่อง Multimixer ยาวนานกว่า 15 ปีนั้น เขาได้รู้จักกับเจ้าของร้านอาหารอย่างมากมาย ที่พร้อมจะร่วมธุรกิจกับเขา แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ทะลุเป้าของกำไรที่เขาตั้งเอาไว้

READ  [Update] รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ-ธรรมศาสตร์รังสิต, รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม , รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม | รถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อ-รังสิต - Nangdep.vn

นอกจากนั้นในช่วงเดือนพฤษภาคม ปี 1955 ก็ได้ Harry Sonneborn ที่ทุกคนรู้จักกันในนามของประธานบริษัทคนแรกของ McDonald’s เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบแฟรนไชส์ McDonald’s ซึ่งภูมิหลังของเขา เขาเป็นอดีตผู้บริหารระดับสูงในด้านการเงินของแฟรนไชส์ชื่อดังอย่าง Tastee-Freez โดยเขาได้ตัดสินใจลาออกแล้วขายหุ้นที่ถืออยู่ทั้งหมด เพื่อมาลงทุนกับ McDonald’s

โดยเขาได้โน้มน้าวกับ Ray ว่า นอกจากเงินที่สามารถทำได้จากส่วนแบ่งของแฟรนไชส์ซีแล้ว เขายังสามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำในอุตสหากรรมอสังหาริมทรัพย์ได้อีกด้วย โดยให้ Ray นั้น ซื้อหรือหาเช่าทำเลสวย ๆ เอาไว้สำหรับให้แฟรนไชส์ซีที่ต้องการซื้อแฟรนไชส์ของเขามาเช่าที่อีกทีหนึ่ง

ทำให้ Ray จัดตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่โดยใช้ชื่อว่า ‘Franchise Realty Corporation’ ทำให้ใครก็ตามที่ต้องการจะเปิดร้านแฟรนไชส์ของ McDonald’s จะต้องเปิดบนที่ดินของ Ray เท่านั้น (ซึ่งค่าเช่าที่ก็สูงกว่าปกติเท่าไปเพื่อที่จะทำกำไรให้กับ Ray นำไปต่ยอดธุรกิจได้อีกมากมาย) ทำให้ Ray มีรายได้ที่แน่นอนแบบคงที่จากค่าเช่าที่ดินจากแฟรนไชส์ซีเพิ่มเข้ามาอย่างสม่ำเสมออีกช่องทางหนึ่งอีกด้วย

และเพื่อกันเหนียวอีกทางหนึ่งที่นอกจาก Ray จะขายแฟรนไชส์ให้คนอื่นแล้ว เขายังระดมทุนและกู้เงินเพิ่มเพื่อมาเปิดสาขาของตนเองเพิ่มเติมขึ้นอีกด้วย เรียกได้ว่า ณ ตอนนี้ Ray มีรายได้หลากหลายช่องทางมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

  • ค่าแฟรนไชส์
  • ค่าเช่าที่
  • รายได้จากการขายในร้านของตนเอง
  • ส่วนแบ่งจากการขายเครื่อง Multimixer

จนมีคำกล่าวว่า ที่ McDonald’s ประสบความสำเร็จอย่างสูงได้นั้น ไม่ใช่เพราะเป็นธุรกิจร้านอาหารแต่เพราะเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงต่างหาก

แต่แล้วก็มีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้น เมื่อ Ray ถูกบริษัทนายหน้าที่ดินโกงเงินเป็นจำนวนมหาศาล แต่เขาก็รอดมาได้ด้วยความช่วยเหลือจาก Harry Sonneborn ที่เดินทางไปขอยืมเงินจากเหล่าบรรดาซับพลายเออร์ที่คอยส่งวัตถุดิบให้กับร้าน McDonald’s เพราะถ้าหากร้าน McDonald’s เจ๊ง ออเดอร์ก็จะหายไปอย่างมหาศาล และในทางตรงกันข้าม หากพวกเขาช่วยให้ McDonald’s เติบโต ก็จะทำให้มีออเดอร์เยอะขึ้น ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ในท้ายที่สุดเหล่าบรรดาซับพลายเออร์ที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันนั้น ก็ได้กลายมาเป็นมหาเศรษฐีกันทุกคน

ทำให้ในยุค ’50s ร้าน McDonald’s นั้นเติบโตอย่างรวดเร็วและสามารถทำกำไรได้อย่างงดงาม

แต่แนวคิดหลาย ๆ อย่างที่ Ray ได้รับจากมุมมองของนักการเงินนั้น กลับเห็นไม่ตรงกันกับสองพี่น้อง McDonald รวมไปถึงอีกหลาย ๆ เรื่อง ยกตัวอย่างเช่น Ray เสนอสองพี่น้อง McDonalds ว่า ควรหันมาใช้นมผงที่ผลิตจากส่วนกลางแทน เพื่อควบคุมมาตรฐานการผลิต รสชาติ และลดต้นทุน แต่สองพี่น้องก็ไม่เห็นด้วย

เพราะพวกเขามองว่ามันทำให้วิถีดั้งเดิมนั้นจางหายไป ทำให้พวกเขาเริ่มมีปากเสียงกันหนักขึ้น มีความเห็นไม่ลงรอยกันอย่างรุนแรง

แต่ดูเหมือนผลลัพธ์ที่ได้จากมุมมองของนักการเงินนั้นดูท่าจะเป็นไปได้สวย เพราะมันสามารถทำให้ McDonald’s นั้นมียอดขายแฮมเบอร์เกอร์ทะลุ 100 ล้านชิ้นได้ในปี 1958 มียอดขายเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากเดิม และในปี 1959 ก็ทำการฉลองที่มีสาขาแฟรนไชส์ครบ 100 แห่งทั่วประเทศ

แต่ถึงกระนั้น Ray ก็ยังรู้สึกว่าสองพี่น้องตระกูล McDonald นั้น มีแนวคิดที่คอยขัดขวางโอกาสในการเติบโตของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นส่วนแบ่งอันน้อยนิด ที่ Ray ได้มาเพียง 1.4% นั้น มันกลายเป็นอุปสรรคในการนำไปใช้ในการต่อทุนเพื่อขยายสาขาใหม่ ๆ โดย Ray เรียกร้องให้สองพี่น้อง McDonald เพิ่มสัดส่วนตรงนี้ แต่ทั้งสองพี่น้องก็ไม่ยอมท่าเดียว

ส่งผลให้ในปี 1961 Ray Kroc ก็ได้ตัดสินใจซื้อกิจการทั้งหมดของ McDonald’s ด้วยเงินสดไปในราคา $2.7 ล้านเหรียญฯ (ซึ่งถ้าหากคิดเป็นมูลค่าเทียบเคียงกับปัจจุบันนั้นเป็นมูลค่ากว่า 700 ล้านบาทเลยทีเดียว) เพื่อครอบครองสิทธิ์ในการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว แต่ในสัญญาระบุเอาไว้ว่า ร้านแรกสุดของสองพี่น้อง McDonalds ที่เป็นร้านแรกในเมือง San Bernardino นั้นจะยังเป็นของพวกเขาอยู่ แต่เนื่องจากพวกเขาไม่ได้เป็นหุ้นส่วนของบริษัท McDonald’s แล้ว ดังนั้น พวกเขาไม่มีสิทธิที่จะใช้ชื่อร้านว่า McDonald’s ทำให้สองพี่น้องนั้นจำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อร้าน โดยใช้ชื่อร้านเป็น The Big M

และนอกจากนั้นแล้วพวกเขาจะไม่ได้ส่วนแบ่งจากค่าลิขสิทธิ์ในแฟรนไชส์ McDonald’s นี้เลยสักแดงเดียว

และเมื่อดีลนี้จบลง Ray ยังได้ทำการเปิดร้านใหม่ที่ห่างไปเพียงช่วงตึกเดียวใกล้ ๆ กับร้าน The Big M ของสองพี่น้อง McDonalds เพื่อที่เขาต้องการจะเขี่ยร้านของสองพี่น้องนี้ให้ไปพ้น ๆ ทาง ล้มเลิกและออกจากธุรกิจนี้ไป และจากนั้นภายในปี 1965 Ray ก็ได้ทำการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว จนมีร้านอาหารในเครือรวมกว่า 700 แห่ง กระจายอยู่ตามรัฐต่าง ๆ กว่า 44 รัฐ ทั่วสหรัฐอเมริกา

และเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 21 เมษายน ปี 1965 โดยราคา ณ วันเปิดตัวอยู่ที่หุ้นละ $22.50(ซึ่ง ณ ปี 2020 มีราคาหุ้นละ $211.56) ทำให้ในช่วง 10 ปีที่ Ray Kroc รันวงการ ส่งผลให้มี McDonald’s มากกว่า 1,500 สาขาทั่วโลก ซึ่งมันใหญ่โตเกินกว่าที่เขาจินตนาการเอาไว้ซะอีก

และในปีนี้นี่เองที่เขาเลื่อนสถานะตัวเองขึ้นเป็น President ของ McDonald’s และเป็นคนที่คอยเทรนนิ่งให้กับเหล่าบรรดาแฟรนไชส์ซี เพื่อสร้างมาตรฐานในขั้นตอนการทำงานให้สามารถทำงานได้ราวกับเป็นระบบอัตโนมัติ โดยเขาเป็นคนที่คอยกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ อย่างเข้มงวดในการปรุงอาหาร, ขนาดของสินค้า, ขนาดของแพคเกจจิ้ง และอื่น ๆ อีกมากมาย ว่าทุกสาขานั้นจะต้องปฏิบัติเหมือนกันทุกประการ ทำให้รสชาติแฮมเบอร์เกอร์ของ McDonald’s นั้นมีรสชาติเหมือนกันทั่วทั้งประเทศ

เข้มงวดถึงขนาดที่ต้องจัดตั้ง Hamburger University ซึ่งเป็นสถาบันอบรมสำหรับคนที่ต้องการซื้อแฟรนไชส์ของ McDonald’s ที่ต้องผ่านการฝึกงานกว่า 500 ชั่วโมง รวมถึงจะต้องผ่านการทำงานในช่วงกะดึกของสาขาใกล้บ้านก่อน และเมื่อผ่านแล้วก็ต้องรอคิวในเปิดสาขาใหม่อีกประมาณ 2 ปี บวกกับเมื่อเปิดร้านได้แล้วก็จะมีทีมงานจากสำนักงานใหญ่มาคอยตรวจสอบและควบคุมคุณภาพของสินค้าและการบริการอย่างเข้มงวดอีกด้วย

โดยเขาได้ดำรงตำแหน่ง President อยู่ 3 ปี ต่อมาในปี 1968 Ray ได้ขึ้นเป็น Chairman ของบอร์ดบริหาร จนถึงปี 1977 และหลังจากปี 1977 ถึง 1984 เขาก็ดำรงตำแหน่งเป็น Senior Chairman จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

และตั้งแต่เขาลงจากตำแหน่ง Chairman ของบริษัท เขาก็เริ่มให้ความสนใจกับวงการกีฬาอย่างเบสบอล โดยในปี 1974 เขาได้ซื้อทีมเบสบอล San Diego Padres มาในราคา $10 ล้านเหรียญฯ และช่วยพัฒนาทีมจนสามารถเข้าไปแข่งขันในรายการ World Series ในสำเร็จในปี 1984 แต่เขาก็ไม่ได้มีชีวิตเพื่อดูแลทีมนี้ต่อ และจากโลกนี้ไปในวันที่ 14 มกราคม ปี 1984 ด้วยวัย 81 ปี

READ  [NEW] บ้านหรือรถ ซื้ออะไรก่อนดีสำหรับ First Jobber (เขียนโดย มิสเตอร์พลังผัก) | ซื้อบ้านหรือรถก่อนดี - Nangdep.vn

โดยเมื่อตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่นั้น ทรัพย์สินมูลค่าโดยรวมของเขาอยู่ที่ $500 ล้านเหรียญฯ

Resources


TT RIDER EP8


TT RIDER สัปดาห์นี้ เร แม๊ค พา เพื่อนซี๊ พระเอกซุปตาร์
ดาราขวัญใจสาวน้อย สาวใหญ่ “ชาคริต แย้มนาม” ขึ้นท้ายสามล้อ
แล้วไปดูกันซิว่า เจ้าสามล้อคันเก๋ จะเกเรจนปวดหัวขนาดไหน
ลองติดตามกันครับ

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูความรู้เพิ่มเติมที่นี่

TT RIDER EP8

เรียนไม่สูง โดนดูถูก ก็สำเร็จได้แบบ McDonald | ถอดบทเรียนธุรกิจ EP.21


คนที่อยากเปิดร้านอาหารเพราะอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองอาจจะคิดว่า การเปิดร้านอาหาร นั้นเป็นเรื่องยาก แต่ที่จริงแล้วเรื่องที่ยากยิ่งกว่าคือการทำธุรกิจร้านอาหารให้ประสบความสำเร็จได้ครับ เพราะถ้าเราดูจากสถิติที่ผ่านมาจะพบว่าคนที่เปิดร้านอาหารเพราะอยากทำธุรกิจเป็นของตัวเอง โดยเริ่มจากคำถามที่ว่าทำธุรกิจอะไรดีหลายคนก็เลยมาลงตัวกับการทำร้านอาหาร เพราะว่าพอที่จะมีธุรกิจเป็นของตัวเองแล้วก็เริ่มสงสัยว่าจะทำธุรกิจอะไรดีเลยมาลงตัวกับธุรกิจที่เรามีความคุ้นเคยกันอย่างเช่นการทำอาหารจึงเป็นที่มาที่เปิดร้านอาหารในวันนี้ครับ
แต่อย่างไรก็ตามการทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไปอย่างเช่นคนที่ทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้ก็อาจจะมีคำถามในใจที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วอย่างเช่นทำธุรกิจยังไงให้ประสบความสำเร็จหรือแม้กระทั่งทำธุรกิจยังไงให้รวย ต่างก็เป็นปัญหาที่คนที่อยากจะเริ่มทำธุรกิจทุกคนมีข้อสงสัยตรงนี้ครับ
ตัวอย่างวันนี้ คือ ประวัติของ Ray Kroc ซึ่งเป็นบุคคลที่เรียนไม่จบ เรียนไม่สูง แต่สามารถสร้างธุรกิจระดับโลกได้ อย่าง McDonald
วันนี้เราเลยอยากมาคุยกันว่าคนที่เป็นพนักงานประจำหรือมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งที่มีความฝันอยากจะทำธุรกิจเป็นของตัวเองเลยเลือกที่จะลาออกจากงานประจำมาเริ่มทำธุรกิจโดยธุรกิจนี้ก็เป็นธุรกิจร้านอาหารที่ทุกคนรู้จักกันในนามแม็คโดนัล (McDonald) ซึ่งสามารถขยายสาขาไปได้ทั่วโลกแล้วนับว่าเป็นการเริ่มทำธุรกิจร้านอาหารที่เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแห่งหนึ่งเลยนะครับ แต่ใครจะไปรู้ว่ากว่าจะมีวันนี้ได้เจ้าของธุรกิจแห่งนี้ต้องเผชิญปัญหามากมายและต้องพยายามฝ่าฟันปัญหานี้เพื่อให้สามารถทำธุรกิจจนมีเงินล้านได้
ในวันนี้เราเลยอยากจะพาทุกคนที่กำลังมีความฝันว่าอยากจะหาอาชีพพารวยหรือหาอาชีพเสริมเพื่อทำอาชีพเสริมเดือนละล้าน หรือคนที่อยากทำธุรกิจเป็นการหาเงินเพิ่มเติม ว่าที่จริงแล้วการหาเงินไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่การหาเงินออนไลน์หรือทำธุรกิจออนไลน์อย่างเดียวแต่ยังสามารถเป็นร้านอาหารซึ่งถ้าหากว่าคุณวางแผนธุรกิจนี้มาอย่างดีแล้วธุรกิจนี้ก็จะประสบความสำเร็จได้ไม่ยากเลยครับ

reference:
http://www.thaismescenter.com/raykrocผู้ปั้นแฟรนไชส์mcdonaldsเปลี่ยนอะไรบนโลกใบนี้/
https://tha.mentorbizlist.com/4130889raykrocbiographyfamilyandchildreneducationsuccessstory
https://www.ceochannels.com/todaynews/raykrocmcdonalds/
http://m.thaifranchisecenter.com/people_show.php?ID=34
https://sumrej.com/6successtipsraykroc1118/
================
วิดีโอแนะนำ
ปี 2020 ธุรกิจอะไรมาแรง + คนไทย กำลังอยากซื้ออะไร ?
https://youtu.be/rxx2_QomZ3A
Starbucks มีกลยุทธ์อะไรเปลี่ยนคุณ เป็นลูกค้าประจำ
https://youtu.be/K1Ay8Ccoy8k
Uniqlo มีกลยุทธ์อะไร ที่ทำให้คู่แข่ง ตามไม่ทัน https://youtu.be/KfNMKBVagPM
ร้านอาหาร กำไร 5,000 บาท แต่คนมาขอซื้อกิจการ 10 ล้านบาท เค้าทำได้ยังไง ?
https://youtu.be/s3mVuXHyXps
ขายของออนไลน์ รับเงินเข้าบัญชีส่วนตัว จะโดนปรับไหม ผิดกฎหมายหรือเปล่า ?
https://youtu.be/zDSetS9P3fc
================
อย่าลืมกด Subscribe
จะได้ไม่พลาด ความรู้เรื่องธุรกิจ นอกห้องเรียน ได้ที่นี่
https://www.youtube.com/channel/UCJIZQVifKydwChTBvJzRIkg
McDonald เรียนไม่จบ ทำธุรกิจ

เรียนไม่สูง โดนดูถูก ก็สำเร็จได้แบบ McDonald | ถอดบทเรียนธุรกิจ EP.21

10 สิ่งที่ดีที่สุดตลอดกาล ของแมคโดนัลด์


วันนี้ www.ThaiFranchiseCenter.com ขอนำเสนอ 10 สิ่งที่ดีที่สุดในร้านแมคโดนัลด์ทั่วโลก คลิก! https://bit.ly/2wtJRcO

10 สิ่งที่ดีที่สุดตลอดกาล ของแมคโดนัลด์

หนึ่งในเคสการตลาดที่สนุกที่สุดในโลก McDonald’s vs BurgerKing | การตลาดแบบจิกกัดคู่แข่ง | EP.79


หนึ่งในเคสการตลาดที่สนุกที่สุดในโลก McDonald’s vs BurgerKing
การตลาดแบบจิกกัดคู่แข่ง !?
McDonald’s (แมคโดนัลด์) vs BurgerKing (เบอเกอร์คิง) เป็นเคสการตลาดที่มีเรื่องเล่ามากมาย
เวลาเราอยากเริ่มทำธุรกิจต่างคนก็อยากจะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ วันนี้เราเลยจะมาถอดบทเรียนธุรกิจจากธุรกิจที่ประสบความสำเร็จว่าในโรงเรียนสอนธุรกิจนั้นมีประวัติธุรกิจให้เรียนมากมายซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เรา ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจหรือทำการตลาด อย่าง McDonald’s (แมคโดนัลด์) แข่งกับ BurgerKing (เบอเกอร์คิง) เป็นเคสการตลาดที่มีเรื่องเล่ามากมาย
เพราะหลายคนคิดว่าทำธุรกิจอะไรดี หรือทำธุรกิจอย่างไรให้รวย และแน่นอนว่าคนที่ต้องการจะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จหรือทำธุรกิจอะไรได้เงินดีต่างก็อยากจะทำธุรกิจ โดยเริ่มต้นจากการทำธุรกิจที่เป็นไอเดียธุรกิจของตัวเองจนสามารถสร้างธุรกิจได้อย่างประสบความสำเร็จ เพราะปัจจุบันนี้ทุกคนสามารถหารายได้เสริมได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ไม่ว่าจะเป็นการหารายได้เสริมออนไลน์ หรือหาเงินออนไลน์ซึ่งทุกวันนี้ก็มีเครื่องมือทางการตลาดให้เลือกอยู่หลากหลาย เหมือนอย่างที่ McDonald’s (แมคโดนัลด์) แข่งกับ BurgerKing (เบอเกอร์คิง) เป็นเคสการตลาดที่มีเรื่องเล่ามากมาย
แต่สิ่งที่เราจะมาศึกษาวันนี้ก็คือเครื่องมือทางการตลาดที่เป็นแคมเปญทางการตลาด สร้างความฮือฮาให้กับคนทั่วโลกได้จำนวนมาก ซึ่งเป็นการใช้เทคนิคทางการตลาดที่แบรนด์ระดับโลกใช้กัน
reference:
http://www.thaismescenter.com/มวยถูกคู่แมคโดนัลด์vsเบอร์เกอร์คิง/
https://www.billionmindset.com/mcdonaldsorigin/
https://th.binaroption.com/stati/645istoriyamcdonalds
https://th.bccrwp.org/compare/differencebetweenmcdonaldsandburgerking/
http://mcdonaldisaraporn.blogspot.com/2013/02/mcdonalds.html
http://toranin.blogspot.com/2012/05/macdonald.html
https://www.ceochannels.com/todaynews/raykrocmcdonalds/
===============
อย่าลืมกด Subscribe
จะได้ไม่พลาด ความรู้เรื่องธุรกิจ นอกห้องเรียน ได้ที่ http://bit.ly/youtubenop
วิดีโอแนะนำ
ปี 2020 ธุรกิจอะไรมาแรง + คนไทย กำลังอยากซื้ออะไร ?
https://youtu.be/rxx2_QomZ3A
Starbucks มีกลยุทธ์อะไรเปลี่ยนคุณ เป็นลูกค้าประจำ
https://youtu.be/K1Ay8Ccoy8k
ร้านอาหาร กำไร 5,000 บาท แต่คนมาขอซื้อกิจการ 10 ล้านบาท เค้าทำได้ยังไง ?
https://youtu.be/s3mVuXHyXps
ขายของออนไลน์ รับเงินเข้าบัญชีส่วนตัว จะโดนปรับไหม ผิดกฎหมายหรือเปล่า ?
https://youtu.be/zDSetS9P3fc

หนึ่งในเคสการตลาดที่สนุกที่สุดในโลก McDonald's vs BurgerKing | การตลาดแบบจิกกัดคู่แข่ง | EP.79

ประวัติ : เรย์ คร็อก จากหุ้นส่วนกลายเป็นเจ้าของแมคโดนัล by CHERRYMAN


ประวัติความสำเร็จของ Ray Kroc นั้นน่าศึกษาและน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะกว่าที่เขาจะไปซื้อร้าน ฟาสต์ฟู้ดเล็กๆ ที่ชื่อ McDonald’s แล้วมาพัฒนาจนมันกลายเป็นแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ได้ ต้องใช้ความสามารถและความอดทน

ประวัติ : เรย์ คร็อก จากหุ้นส่วนกลายเป็นเจ้าของแมคโดนัล by CHERRYMAN

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูวิธีอื่นๆWiki

ขอบคุณที่รับชมกระทู้ครับ ประวัติ แมคโดนัลด์

Cẩm Nhung

Xin chào các bạn, Mình tên là Cẩm Nhung, như bao cô gái khác mình cũng đam mê mỹ phẩm say mê làm đẹp và chỉnh chu cho nhan sắc của mình. Vì thế, mình muốn chia sẻ những bí quyết làm đẹp của mình cho các bạn để các bạn có thể cẩn thận hơn cũng như tìm hiểu được những cách chăm sóc da đẹp nhất.

Related Articles

Trả lời

Email của bạn sẽ không được hiển thị công khai. Các trường bắt buộc được đánh dấu *

Back to top button