Wiki

[NEW] หญิงบำเรอ : ประวัติศาสตร์ บาดแผล และการต่อรองบนเวทีระหว่างประเทศของเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น | ญี่ปุ่นเกาหลีใต้ – Nangdep.vn

ญี่ปุ่นเกาหลีใต้: คุณกำลังดูกระทู้

สุชาดา เลี้ยงชูศักดิ์ เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

กรณีหญิงบำเรอ (comfort women) เป็นประเด็นบาดหมางทางประวัติศาสตร์ระหว่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นมาช้านาน และยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะมีความพยายามยุติความขัดแย้งต่อประเด็นดังกล่าวผ่านการลงนามในข้อตกลงว่าด้วยหญิงบำเรอ (Comfort Women Agreement) ระหว่างรัฐบาลเกาหลีใต้และญี่ปุ่นเมื่อเดือนธันวาคมปี 2015 โดยทางญี่ปุ่นสัญญามอบเงิน 1,000 ล้านเยนเพื่อเยียวยาอดีตหญิงบำเรอที่ยังมีชีวิตอยู่ รวมทั้งจะกล่าวขอโทษอย่างเป็นทางการ ขณะที่ญี่ปุ่นเรียกร้องให้ทางเกาหลีใต้ดำเนินการถอนรูปปั้นหญิงบำเรอที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2011 โดยภาคประชาสังคมเกาหลีใต้อย่าง ‘สมาคมชาวเกาหลีเพื่อผู้หญิงที่ถูกใช้บำเรอทหารญี่ปุ่น’ (The Korean Council for the Women Drafted for Military Sexual Slavery by Japan: the Korean Council) ออกจากหน้าสถานทูตญี่ปุ่นในกรุงโซล

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการลงนามในข้อตกลงยุติความขัดแย้ง ประเด็นปัญหากลับไม่จบลงอย่างที่มุ่งหวัง เพราะนอกจากจะไม่มีการรื้อถอนรูปปั้นออกจากหน้าสถานทูตญี่ปุ่นแล้ว ทางภาคประชาสังคมเกาหลีใต้ยังนำรูปปั้นหญิงบำเรออีกตัวไปตั้งหน้าสถานกงสุลญี่ปุ่นในเมืองปูซาน ด้วยมองว่าข้อตกลงดังกล่าวมีขึ้นโดยไม่ได้สอบถามความประสงค์ของอดีตหญิงบำเรอซึ่งเป็นผู้เคราะห์ร้าย และอดีตหญิงบำเรอรวมถึงกลุ่มผู้สนับสนุนก็ไม่อาจปลงใจเชื่อได้ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นได้กล่าวขอโทษจากความรู้สึกสำนึกผิดจริงๆ

ครั้นเมื่อรัฐบาลของประธานาธิบดีปาร์ค กึน-ฮเย หมดอำนาจลง ผู้นำเกาหลีใต้คนใหม่อย่างมุน แจ-อิน ก็ได้สนับสนุนการเรียกร้องประเด็นหญิงบำเรออย่างเต็มที่ ในปี 2017 เขาได้กำหนดให้วันที่ 14 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันรำลึกถึงหญิงบำเรอ (International Memorial Day for Comfort Women) และล่าสุดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2019 ทางภาคประชาสังคมเกาหลีใต้ร่วมกับองค์กรชาวเกาหลีใต้ในซานฟรานซิสโก ได้จัดตั้งรูปปั้นหญิงบำเรอขึ้นอีกแห่งหนึ่งบริเวณศาลเจ้าชินโต ที่นัมซัน (Namsan) ในกรุงโซลของเกาหลีใต้

คำถามที่น่าสนใจมีอยู่ว่า เหตุใดเกาหลีใต้และญี่ปุ่นจึงไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งในเรื่องนี้ได้ แม้จะมีการเจรจาหลายครั้ง มิหนำซ้ำ ความขัดแย้งยังมีแนวโน้มที่จะปะทุและลุกลามบานปลายยิ่งขึ้น

 

หญิงบำเรอคือใคร

 

หญิงบำเรอ (comfort women) คือคำเรียกอย่างสุภาพที่ใช้เรียกผู้หญิงที่ถูกใช้บำเรอหรือปรนนิบัติทหารญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้หญิงเหล่านี้มาจากดินแดนที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครอง นับตั้งแต่ช่วงเริ่มขยายจักรวรรดิจนถึงช่วงสงครามโลก (1905-1945) ด้วยวิธีการฉุดคร่า และอาศัยสภาวะข้าวยากหมากแพงอันเกิดจากสงครามหลอกลวงผู้หญิง โดยเฉพาะผู้ที่มีฐานะยากจนที่จำเป็นต้องหารายได้เลี้ยงครอบครัวว่าจะช่วยเหลือให้ได้ทำงานในโรงงาน โรงพยาบาล รวมทั้งเพิ่มทักษะในการหารายได้ที่มากขึ้น แต่สุดท้ายก็จะถูกส่งตัวเข้าไปใน ‘สถานีบำเรอ’ (comfort station) ที่ทางกองทัพญี่ปุ่นได้ตั้งขึ้นในประเทศอาณานิคม โดยเฉพาะในแถบเอเชียแปซิฟิก เพื่อเป็นแหล่งให้ความสำราญแก่ทหารญี่ปุ่นในพื้นที่สงคราม

โดยเฉลี่ยจำนวนของผู้หญิงที่เข้ามาอยู่ในสถานีบำเรออยู่ที่ประมาณ 200,000 คน โดยมาจากเกาหลี ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และพื้นที่อื่นๆ ที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครอง ทว่าร้อยละ 80 ของผู้หญิงกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่เป็นชาวเกาหลีซึ่งตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 1910 จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเรียกร้องให้ญี่ปุ่นรับผิดชอบต่อประเด็นหญิงบำเรอทางเกาหลีใต้ จึงมีความโดดเด่นเป็นอย่างมากในเวทีระหว่างประเทศ

 

กระแสหญิงบำเรอที่ (เคย) ถูกลืม

 

ในปี 1945 เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงพร้อมกับความปราชัยของญี่ปุ่น ดินแดนต่างๆ ที่เคยอยู่ใต้อาณานิคมของญี่ปุ่นรวมทั้งเกาหลีต่างได้รับเอกราช ทว่ากระแสหญิงบำเรอกลับไม่ได้รับการพูดถึงและดูเหมือนจะเงียบหายไปตามกาลเวลา แม้จะมีความพยายาม ‘รื้อฟื้น’ ประเด็นดังกล่าวขึ้นมาอยู่เป็นระยะ ทั้งจากฝั่งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ หากก็ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรจะเป็น

READ  [NEW] เรื่องราวในเกม การแต่งเรื่อง กับ การออกแบบเกม | เรื่องราวคนสร้างเกม - Nangdep.vn

อันที่จริงกระทั่งรัฐบาลเกาหลีใต้เอง ก็เลือกที่จะเพิกเฉยต่อการรื้อฟื้นประเด็นหญิงบำเรอ ด้วยภายหลังสงครามจบสิ้นรัฐบาลก็มุ่งมั่นต่อสู้คอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ขณะเดียวกัน อดีตหญิงบำเรอเองก็เลือกที่จะเก็บงำเรื่องราวนี้ไว้ ด้วยความอับอายและเกรงจะไม่เป็นที่ยอมรับของครอบครัวและสังคม อีกทั้งในปี 1965 รัฐบาลเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นได้เปิดความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน มีการลงนามในสนธิสัญญาความสัมพันธ์พื้นฐาน (The Treaty on Basic Relations) ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตกลงว่ารัฐบาลทั้งสองจะก่อตั้งกองทุนเพื่อเป็นการเยียวยาให้แก่ผู้เคราะห์ร้ายชาวเกาหลีใต้ในช่วงที่ตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น ทำให้ทั้งสองรัฐบาลต่างเข้าใจกันว่าประเด็นหญิงบำเรอได้รับการแก้ไขจากสนธิสัญญา 1965 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม ประเด็นหญิงบำเรอเริ่มมีการเคลื่อนไหวมากขึ้นเมื่อเกาหลีใต้เปลี่ยนผ่านการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตย มีการเรียกร้องให้ทางญี่ปุ่นเปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับหญิงบำเรอเกาหลีใต้ที่เกิดขึ้นในช่วงสงคราม รวมทั้งให้ขอโทษและชดใช้ให้แก่อดีตหญิงบำเรอที่ยังมีชีวิต และบรรจุเรื่องราวที่เกิดขึ้นลงในแบบเรียนประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น หากข้อเรียกร้องดังกล่าวก็ถูกปฏิเสธ เมื่อทางญี่ปุ่นยืนยันว่าการจัดหาหญิงบำเรอมาสู่สถานีบำเรอนั้นดำเนินการโดยเอกชน ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาล และทางรัฐบาลไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้

การปฏิเสธดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้แก่กลุ่มนักเคลื่อนไหวกรณีหญิงบำเรอ โดยเฉพาะกลุ่มสตรีนิยมที่ต่อมาได้รวมตัวกันจัดตั้งองค์กรเพื่อเคลื่อนไหวในประเด็นนี้โดยตรงอย่าง The Korean Council ขึ้นในปี 1990 และกระแสหญิงบำเรอก็เริ่มเป็นที่กล่าวขานมากขึ้นจากการปรากฏตัวของอดีตหญิงบำเรอ คิม ฮัก-ซุน เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 1991 โดยคิม ฮัก-ซุน ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวที่ได้เผชิญเมื่อครั้งอาศัยอยู่ในกองทัพญี่ปุ่น นับเป็นหญิงบำเรอคนแรกที่ประกาศตัวว่าเป็นหญิงบำเรอในกองทัพญี่ปุ่น พร้อมกับเรียกร้องให้ญี่ปุ่นรับผิดชอบต่อสิ่งที่ได้กระทำในอดีต

ในปี 1992 The Korean Council ได้จัดกิจกรรม ‘Wednesday Demonstrations’ ซึ่งเป็นการยืนชุมนุมกันที่หน้าสถานทูตญี่ปุ่นในกรุงโซล โดยจะจัดทุกๆ วันพุธในเวลาเที่ยงวัน กิจกรรมนี้ได้รับการบันทึกสถิติโลกว่าเป็นการชุมนุมที่ยาวนานที่สุดในเดือนมีนาคม 2002 และยังคงดำเนินเรื่อยมาจนปัจจุบัน

แม้ประเด็นหญิงบำเรอจะเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง จากการปรากฏตัวของคิม ฮัก-ซุน ในปี 1991 แต่ก็เป็นไปแบบ ‘เรื่อยๆ มาเรียงๆ’ จนกระทั่งในปี 2011 ประเด็นปัญหาดูเหมือนจะได้รับความสนใจมากขึ้น เมื่อมีการตั้งรูปปั้นหญิงบำเรอซึ่งมีลักษณะทางกายภาพเป็นผู้หญิงชาวเกาหลีที่หน้าสถานทูตญี่ปุ่นในกรุงโซล โดย The Korean Council กล่าวว่ารูปปั้นหญิงบำเรอตัวนี้ จัดตั้งขึ้นในวาระการชุมนุมครบ 1,000 ครั้งในกิจกรรม Wednesday Demonstrations และถือได้ว่ารูปปั้นตัวนี้กลายเป็นต้นแบบของรูปปั้นหญิงบำเรอที่กระจายตัวไปในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งในสหรัฐอเมริกา แคนาดา เยอรมนี และจีน เป็นต้น

กระแสหญิงบำเรอยิ่งปะทุหนักขึ้น เมื่อในเดือนธันวาคมปี 2015 ประธานาธิบดีปาร์ค กึน-ฮเย กับนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่นได้ร่วมกันลงนามในข้อตกลงยุติความขัดแย้งกรณีหญิงบำเรอ ซึ่งการลงนามในข้อตกลงดังกล่าวเปรียบเสมือนเชื้อไฟชั้นดีที่ทำให้ประเด็นหญิงบำเรอลุกโชน มีการวิพากษ์วิจารณ์ข้อตกลงดังกล่าวว่าไม่ได้คำนึงถึงความต้องการของอดีตหญิงบำเรอ ภาคประชาสังคมเกาหลีใต้จัดทำรูปปั้นหญิงบำเรอขึ้นมาอีกตัวหนึ่งและนำไปตั้งที่หน้าสถานกงสุลญี่ปุ่นในปูซาน ขณะเดียวกันก็เกิดปรากฏการณ์ตั้งรูปปั้นหญิงบำเรอในอีกหลายประเทศ แม้กระทั่งพระสงฆ์นักบวชเกาหลีก็ยังออกมาประท้วงต่อการลงนามในครั้งนี้ด้วยการจุดไฟเผาตัวเอง

การเรียกร้องกรณีหญิงบำเรอมีแนวโน้มว่าจะทวีความเข้มข้นเป็นเท่าตัว เมื่อนับวันหญิงบำเรอที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันเริ่มมีอายุมากและค่อยๆ เสียชีวิตกันไปทีละคน จิน ซุน-มี รัฐมนตรีด้านความเสมอภาคทางเพศสถานะและครอบครัว ได้กล่าวในพิธีเปิดรูปปั้นหญิงบำเรอที่นัมซัน เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2019 ว่า ในปี 2018 มีหญิงบำเรอเสียชีวิตไปถึง 8 คน เหลืออยู่เพียงแค่ 20 คนเท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ คำพูดดังกล่าวทำให้พอจะคาดคะเนได้ว่ายิ่งจำนวนหญิงบำเรอลดลงมากเท่าไร เกาหลีใต้ก็จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันไปยังรัฐบาลญี่ปุ่นมากขึ้นเท่านั้น เพื่อให้ทางการญี่ปุ่นชดใช้สิ่งที่ได้กระทำกับผู้หญิงเกาหลีในช่วงสงคราม ก่อนที่หญิงบำเรอที่อีกแง่หนึ่งก็คือหลักฐานเชิงบุคคลที่ยืนยันการกระทำของญี่ปุ่นในอดีตจะเสียชีวิตจนหมดไป

รูปปั้นหญิงบำเรอ กับการเรียกร้องความรับผิดชอบจากญี่ปุ่น

 

การนำรูปปั้นหญิงบำเรอมาเป็นสัญลักษณ์เพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบจากญี่ปุ่น ถือว่าเป็นวิธีการที่เรียกความสนใจจากสาธารณชนและนานาประเทศได้เป็นอย่างดี เพราะนับตั้งแต่รูปปั้นตัวแรกเกิดขึ้นในปี 2011 ที่เกาหลีใต้ รูปปั้นหญิงบำเรอเกาหลีใต้นี้ก็ได้กลายเป็นแม่แบบของรูปปั้นหญิงบำเรอในหลายประเทศ อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้แก่นักเคลื่อนไหวในประเทศอื่นที่เคยอยู่ใต้การปกครองของญี่ปุ่น ในการตั้งรูปปั้นหญิงบำเรอที่มีลักษณะทางกายภาพเหมือนผู้หญิงชนชาติของตน เช่น รูปปั้นหญิงบำเรอในไต้หวันและรูปปั้นในฟิลิปปินส์

สิ่งที่น่าสนใจต่อปรากฏการณ์นี้ก็คือ สถานที่ในการจัดตั้งรูปปั้น ภาคประชาสังคมเกาหลีใต้ทั้งในและต่างประเทศมักจะเลือกสถานที่ที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ง่ายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ อาทิ การตั้งรูปปั้นในสวนสาธารณะเพื่อให้เป็นที่สะดุดตา และชวนให้เกิดความสงสัยใคร่รู้ถึงที่มาที่ไปของรูปปั้นดังกล่าว อนึ่ง การตั้งรูปปั้นในต่างประเทศนั้น ส่วนใหญ่แล้วประเทศที่มีการตั้งรูปปั้นหญิงบำเรอมักเป็นประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยอย่าง สหรัฐฯ แคนาดา เยอรมนี เป็นต้น หรือไม่ก็เป็นประเทศที่เคยมีประสบการณ์ตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นเหมือนกัน เช่นจีน ซึ่งมีการสร้างความร่วมมือเพื่อตั้งรูปปั้นหญิงบำเรอชาวเกาหลีใต้และชาวจีนคู่กันที่เซี่ยงไฮ้เมื่อปี 2016

ในส่วนของการตั้งรูปปั้นที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ ทั้งที่หน้าสถานทูตญี่ปุ่นในปี 2011 หน้าสถานกงสุลญี่ปุ่นในปี 2015 และล่าสุด การตั้งรูปปั้นที่บริเวณศาลเจ้าชินโต ซึ่งญี่ปุ่นสร้างขึ้นในช่วงที่เกาหลีอยู่ใต้การปกครองที่นัมซันปี 2019 เมื่อพิจารณาสถานที่ตั้งทั้ง 3 แห่งนี้ จะพบว่าสถานที่ตั้งรูปปั้นดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับญี่ปุ่น โดยทางภาคประชาสังคมได้ให้เหตุผลของการตั้งรูปปั้นหญิงบำเรอขึ้นว่า เป็นไปเพื่อระลึกถึงอดีตหญิงบำเรอที่ถูกลิดรอนสิทธิมนุษยชนในช่วงสงคราม และต้องการให้รูปปั้นนี้เป็นสัญลักษณ์ของบทเรียนในประวัติศาสตร์ ซึ่งอีกนัยหนึ่งอาจมองได้ว่าการกระทำเช่นนี้ของภาคประชาสังคมไม่ต่างอะไรกับการสร้างความอับอายให้แก่ญี่ปุ่น เพื่อให้ญี่ปุ่นรู้สึกกดดันและเร่งแสดงความรับผิดชอบต่ออดีตหญิงบำเรอ

READ  [NEW] 6 Secrets ที่จะช่วย Boost Sales ของคุณบน Etsy Shop, ออนไลน์ Sellers ต้องดู!! | etsy ขายของ - Nangdep.vn

 

ความจริงใจกับความเจ็บปวดที่ประเมินค่าไม่ได้

 

ถึงแม้ว่าในช่วงแรกที่กระแสการเรียกร้องบังเกิดขึ้น รัฐบาลญี่ปุ่นจะปฏิเสธความเกี่ยวข้องกรณีหญิงบำเรอทหารในช่วงสงคราม จนกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งที่เกาหลีใต้มักใช้โจมตีญี่ปุ่นในระดับนานาชาติอยู่เสมอด้วยกรอบของสิทธิมนุษยชนและสิทธิสตรี ซึ่งเป็นอุดมการณ์สากลที่นานาชาติยึดถือ ขณะเดียวกัน รัฐบาลญี่ปุ่นก็มิได้นิ่งดูดายต่อประเด็นปัญหาเสียทีเดียว มีความพยายามที่จะแสดงความรับผิดชอบเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เช่นในปี 1993 ญี่ปุ่นได้มีประกาศที่รู้จักกันในชื่อ แถลงการณ์โคโน่ (Kono Statement) โดยสาระสำคัญของแถลงการณ์นี้คือการตระหนักถึงความเกี่ยวข้องในกระบวนการจัดหาหญิงบำเรอ และการก่อตั้งสถานีบำเรอของกองทัพทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ทั้งได้กล่าวขอโทษและสำนึกผิดจากใจจริงต่อสิ่งที่ได้กระทำให้หญิงบำเรอเกาหลีใต้ได้รับความทุกข์ทรมาน

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ดังกล่าวก็ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทางเกาหลีใต้ว่าไม่ครอบคลุมถึงการชดเชยให้แก่หญิงบำเรอ หรือแม้แต่ความคิดเห็นของสาธารณชนในญี่ปุ่นเอง ก็ยังมีบางกลุ่มที่มองว่าญี่ปุ่นควรจะแสดงความรับผิดชอบมากกว่านี้ หากทางรัฐบาลก็ได้ออกมาชี้แจงว่าญี่ปุ่นได้ชดเชยให้แก่หญิงบำเรอไปแล้วตามสนธิสัญญาปี 1965 ซึ่งญี่ปุ่นได้มอบเงินชดเชยให้รัฐบาลเกาหลีใต้ไปกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ทางภาคประชาสังคมเกาหลีใต้ก็มองว่า ปัญหาหญิงบำเรอยังไม่ได้รับการแก้ไขและไม่มีการพูดถึงในสนธิสัญญาข้างต้น

กระแสการเรียกร้องให้ญี่ปุ่นชดใช้ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ในปี 1995 มีการตั้งกองทุนเพื่อผู้หญิงแห่งเอเชีย (Asian Women’s Fund: AWF) แต่กองทุนนี้ ก็ได้รับการปฏิเสธจากหญิงบำเรอและ The Korean Council อีกเช่นกัน ด้วยเหตุผลว่า AWF ไม่ได้เป็นองค์กรของภาครัฐ และเงินที่มีอยู่ในกองทุนเพื่อชดใช้ให้แก่หญิงบำเรอนี้ก็เป็นเงินที่มาจากการบริจาคของประชาชนในญี่ปุ่น ไม่ได้มาจากรัฐบาลโดยตรง อีกทั้งเจ้าหน้าที่ของ AWF ก็เป็นบุคคลทั่วไป ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ทั้งนี้ในเวลาต่อมา AWF ได้ยุติบทบาทลงในปี 2007

ภายหลัง AWF ปิดตัวลง ญี่ปุ่นก็ไม่ได้มีมาตรการที่จะแก้ไขปัญหานี้อีก จนกระทั่งในปี 2015 ที่ทางรัฐบาลเกาหลีใต้และญี่ปุ่นยอมเจรจาลงนามในข้อตกลงยุติความขัดแย้งกรณีหญิงบำเรอ นักวิชาการต่างมองว่าการเจรจาที่เกิดขึ้นนี้เป็นความพยายามของสหรัฐฯ ในการเข้ามาไกล่เกลี่ยปัญหา เพื่อรักษาพันธมิตรสามฝ่ายเอาไว้รับมือกับเกาหลีเหนือที่ยังคงทดสอบขีปนาวุธอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการพัฒนาแสนยานุภาพทางกองทัพของจีนในทะเลจีนใต้

อย่างไรก็ตาม ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่า ข้อตกลงยุติความขัดแย้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นสัญญาจะมอบเงินชดเชยให้แก่เกาหลีใต้ในการจัดตั้งกองทุนเพื่อหญิงบำเรอเป็นเงิน 1,000 ล้านเยน และทางญี่ปุ่นจะขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากใจจริง แต่สุดท้าย ดูเหมือนว่าการชดใช้ดังกล่าวจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของภาคประชาสังคมและหญิงบำเรอชาวเกาหลีใต้

อัน จอม-ซุน อดีตหญิงบำเรอวัย 89 ปี กล่าวว่า เธอไม่ได้ต้องการเงินของญี่ปุ่น เพียงแต่ต้องการให้ทางญี่ปุ่นกล่าวคำขอโทษจากความสำนึกผิดจริงๆ ซึ่งจากคำกล่าวนี้ เห็นได้ชัดว่าหญิงบำเรอไม่เชื่อว่าคำขอโทษจากญี่ปุ่นจะกลั่นออกมาจากใจจริง อีกทั้งเมื่อมุน แจ-อิน ขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เขาได้เรียกร้องให้ทางญี่ปุ่นนำข้อตกลงดังกล่าวกลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง และยังให้คำจำกัดความกรณีหญิงบำเรอว่าเป็น ‘อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ’

กระแสการต่อต้านการลงนามดังกล่าวเพิ่มระดับความร้อนแรงขึ้น มีการตั้งรูปปั้นหญิงบำเรอหลายแห่งทั้งในเกาหลีใต้และในต่างประเทศเพื่อเรียกร้องให้ญี่ปุ่นชดใช้ โดยยึดความต้องการของหญิงบำเรอเป็นศูนย์กลาง แม้ว่าทางญี่ปุ่นจะยืนยันว่าปัญหาความขัดแย้งในประเด็นนี้สิ้นสุดลงจากข้อตกลงปี 2015 แล้ว ในการตั้งรูปปั้นหญิงบำเรอที่เนปาล-ฮิมาลายา พาวิเลียนปาร์ค ประเทศเยอรมนี ในปี 2017 ซึ่งถือเป็นรูปปั้นหญิงบำเรอตัวแรกที่ตั้งขึ้นในยุโรป โดยเจ้าหน้าที่อาวุโสของสถานกงสุลญี่ปุ่นในมิวนิก พยายามจะให้รื้อรูปปั้นดังกล่าวออก ด้วยเหตุผลว่าปัญหาหญิงบำเรอได้แก้ไขตามข้อตกลงปี 2015 แล้ว ทว่า เฮรีเบิร์ท เวิร์ธ ผู้สนับสนุนการตั้งรูปปั้น ได้ยืนยันว่าตราบใดที่ญี่ปุ่นยังไม่ยอมขอโทษและชดใช้ให้แก่เกาหลีใต้อย่างเพียงพอ รูปปั้นนี้ก็จะยังคงตั้งอยู่ต่อไป

จากคำกล่าวของเฮรีเบิร์ท เวิร์ธ คำที่น่าสนใจคือ ‘เพียงพอ’ เราจะใช้สิ่งใดเป็นเกณฑ์วัดว่า ความจริงใจในการขอโทษและการชดใช้ของญี่ปุ่นที่มอบให้แก่เกาหลีใต้แค่ไหน จึงถือว่าเพียงพอต่อความเจ็บปวดที่หญิงบำเรอเคยถูกกระทำ เมื่อความเจ็บปวดเป็นนามธรรมที่จับต้องไม่ได้และไม่อาจประเมินค่าได้ เฉกเช่นเดียวกับความจริงใจในการขอโทษของญี่ปุ่นที่ไม่สามารถวัดค่าออกมาเป็นตัวเลขได้เช่นกัน

ดังนั้นแล้ว การชดใช้ที่เพียงพอจึงอาจต้องขึ้นอยู่กับความรู้สึกของทางฝั่งเกาหลีใต้ ซึ่งหากทางภาคประชาสังคม อดีตหญิงบำเรอ และปัจเจกชนที่สนับสนุนการเรียกร้องนี้ยังรู้สึกว่า ญี่ปุ่นยังชดใช้ไม่เพียงพอและไม่จริงใจ ประเด็นหญิงบำเรอก็จะยังคงเป็นความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น การเคลื่อนไหวเรียกร้องในประเด็นหญิงบำเรอก็จะยังคงดำเนินต่อไป และการชดใช้ก็จะไม่มีที่สิ้นสุด


กินอาหาร STREET FOOD ราคาถูก!! ที่ OSAKA


กินอาหาร STREET FOOD ราคาถูก!! ที่ OSAKA
FOREO:
https://foreo.se/L2AjNyti
ใครอยากได้ เครื่องล้างหน้า FOREO แบบเค้า ต้องไปจัดมาแล้ว
น่ารักม๊วกกกก~

You can see me at!
Ajumma
ʕᴥ• ʔ Instagram : https://www.instagram.com/namnung.p
ʕᴥ• ʔ Fanpage : https://www.facebook.com/ajummanammy
ʕᴥ• ʔ Facebook : https://www.facebook.com/profile.php?…

READ  [NEW] Best Steelcase ergonomic office chairs 2021 | steel case - Nangdep.vn

Oppa
ʕ•̮͡•ʔ Instagram : https://www.instagram.com/oppathuchy
ʕ•̮͡•ʔ Fanpage : https://www.facebook.com/oppathuchy
ʕ•̮͡•ʔ Facebook : https://www.facebook.com/thuchyhandso…

Contact Work:
Email: AjummaNammy@gmail.com
Line: @OppaThuchyManager

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูเพิ่มเติม

กินอาหาร STREET FOOD ราคาถูก!! ที่ OSAKA

ชนวนเหตุ ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ ความสัมพันธ์ตกต่ำสุดในรอบ 54 ปี (20 ก.ค. 62)


ติดตามชมใน \”ข่าวเจาะย่อโลก\” ในวันเสาร์ที่ 20 ก.ค. 62 ในช่วงข่าวค่ำมิติใหม่ทั่วไทย ทางไทยพีบีเอส รับชมย้อนหลังได้ทาง http://www.thaipbs.or.th/KaoJoh

ญี่ปุ่นเกาหลีใต้ ความสัมพันธ์ตกต่ำสุดในรอบ54ปี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้

กด Subscribe
ติดตามรายการดีๆของช่อง ได้ที่ : http://goo.gl/hdy2ye
และ ติดตามไทยพีบีเอสออนไลน์ ได้ที่
Website : http://www.thaipbs.or.th
Facebook : http://www.fb.com/ThaiPBSFan
Twitter : http://www.twitter.com/ThaiPBS
Instagram : http://www.instagram.com/ThaiPBS
LINE : http://www.thaipbs.or.th/AddLINE
YouTube : http://www.youtube.com/ThaiPBS

ชนวนเหตุ ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ ความสัมพันธ์ตกต่ำสุดในรอบ 54 ปี (20 ก.ค. 62)

โบสถ์นี้มีแต่ \”แม่ชีสุดหื่น\” ชายใดหลงเข้ามาเป็นต้องโดน… (สปอยหนัง)


Youtube Premium รับชมวิดีโอช่อง ชีวิตติดหนัง แบบคมชัด ไม่มีโฆษณาคั่น เพียง 59 บาท/เดือน
หาก \” สนใจ\” คลิกที่ลิงค์ด้านล่างได้เลย
https://lin.ee/WWX0kjJ

หนังเรื่อง Virgin Territory
Fanpage: https://www.facebook.com/ShevittidnungV.1 (ติดต่อเรื่องต่างๆ)
IG : https://www.instagram.com/shevittidnung/
ฝากกดไลด์ กดติดตาม กดกระดิ่ง เพื่อเป็นกำลังใจให้กันด้วยนะครับ
ขอบคุณที่เข้ามารับชมครับ 🙏🙏
สปอยหนัง เล่าหนัง ดูหนัง

โบสถ์นี้มีแต่ \

กุมาร TRAVEL EP85 | 3 กุมารเที่ยวญี่ปุ่น หนีไต้ฝุ่นฮากิบิส


ติดตามสามยอดกุมารและบ้านเราได้ที่
🌈 FANPAGE
https://www.facebook.com/guyharufamily\r
\r
🌈LINE Sticker\r
https://line.me/S/sticker/7067566\r
\r
🔔สนใจติดต่อโฆษณา :\r
Email : guyharufamily@gmail.com\r
guyharufamily กุมารtravel 3กุมารเที่ยวญี่ปุ่น ฮากิบิส hagibis 3ยอดกุมาร suprakobkids kirinsuprakob nyrasuprakob adensuprakob

กุมาร TRAVEL EP85 | 3 กุมารเที่ยวญี่ปุ่น หนีไต้ฝุ่นฮากิบิส

Ep43 คอมเมนต์ชาวญี่ปุ่น ควรไปท่องเที่ยวประเทศไหน ไทยหรือเกาหลีใต้


คอมเมนต์ คอมเมนต์ชาวญี่ปุ่น ควรไปท่องเที่ยวประเทศไหน ไทยหรือเกาหลีใต้

เครดิต แหล่งข้อมูลอ้างอิง
https://detail.chiebukuro.yahoo.co.jp/qa/question_detail/q13231032528?__ysp=44K%2F44Kk

Ep43 คอมเมนต์ชาวญี่ปุ่น ควรไปท่องเที่ยวประเทศไหน ไทยหรือเกาหลีใต้

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูวิธีอื่นๆWiki

ขอบคุณที่รับชมกระทู้ครับ ญี่ปุ่นเกาหลีใต้

Cẩm Nhung

Xin chào các bạn, Mình tên là Cẩm Nhung, như bao cô gái khác mình cũng đam mê mỹ phẩm say mê làm đẹp và chỉnh chu cho nhan sắc của mình. Vì thế, mình muốn chia sẻ những bí quyết làm đẹp của mình cho các bạn để các bạn có thể cẩn thận hơn cũng như tìm hiểu được những cách chăm sóc da đẹp nhất.

Related Articles

Trả lời

Email của bạn sẽ không được hiển thị công khai. Các trường bắt buộc được đánh dấu *

Back to top button