Home » [Update] | ประเภทของการค้าปลีก – Nangdep.vn

[Update] | ประเภทของการค้าปลีก – Nangdep.vn

ประเภทของการค้าปลีก: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

ทุกสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับร้านค้าปลีกประเภทต่างๆ ร้านค้าปลีกมีฟังก์ชั่นหลายอย่าง ในตอนท้ายพวกเขาสร้างตลาดเพื่อการบริโภคสินค้าและบริการและในทางกลับกันก็สร้างการจ้างงานสำหรับคนหลายล้านคน

ผู้ค้าปลีกเป็นรูปแบบลิงค์สุดท้ายและสำคัญในช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพราะเป็นลิงค์ที่นำสินค้าจากผู้ผลิตโดยการซื้อจากผู้ค้าส่งไปยังลูกค้าปลายทาง พวกเขามีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและเป็นส่วนตัวกับผู้บริโภค

ประเภทของผู้ค้าปลีกสามารถจำแนกได้ตาม: –

1. ผลิตภัณฑ์หรือบริการ 2. ความเป็นเจ้าของ 3. จำนวนร้านค้า / สาขา 4. ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่ขาย 5. จำนวนสายผลิตภัณฑ์ที่ดำเนินการ 6. ระดับการบริการ 7. กลยุทธ์การกำหนดราคา 8. ขนาดของร้านค้า 9. ที่ตั้ง 10. วิธีการใช้งาน 11. สถานที่ตั้งของสิ่งอำนวยความสะดวก

ผู้ค้าปลีกบางประเภทมีดังนี้: –

1. ผู้ค้าปลีกมือถือหรือผู้ค้าปลีกมือถือ 2. ผู้ค้าปลีกที่จับจ้องอยู่ที่ 3. พ่อค้าเร่และพ่อค้าเร่ขาย 4. ผู้ค้าในตลาด 5. ผู้ค้าริมถนน

7. ร้านค้าปลีกขนาดเล็กร้านค้า 8. ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ร้านค้าปลีก 9. ร้านค้าปลีกอิสระร้านค้าปลีกโซ่ร้านค้าปลีก 11. ผู้ผลิตที่เป็นเจ้าของ Outlet 12 แฟรนไชส์ ​​Outlet

13. ห้างสรรพสินค้า 14. ร้านค้าพิเศษ 15. ร้านค้าหลากหลาย 16. ร้านค้าบริการตนเอง 17. ร้านค้าปลีกที่ให้บริการ จำกัด 18. ร้านค้าปลีกบริการเต็มรูปแบบ

NỘI DUNG BÀI VIẾT

ประเภทของผู้ค้าปลีก: แยกตามผลิตภัณฑ์หรือบริการจำแนกตามความเป็นเจ้าของจำแนกตามสาขาตามกลยุทธ์การกำหนดราคาตามที่ตั้งและรายละเอียดอื่น ๆ

ประเภทของผู้ค้าปลีก – ผู้ค้าปลีกหรือผู้ค้าปลีกมือถือและผู้ค้าปลีกประจำร้าน (พร้อมคุณสมบัติ)

ประเภทที่ 1 ผู้ค้าปลีกรายย่อยหรือมือถือ:

พวกเขาย้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเพื่อขายสินค้าของพวกเขา พวกเขาไม่มีสถานธุรกิจคงที่

คุณสมบัติของผู้ค้าปลีกรายย่อย :

(a) พวกเขาย้ายจากถนนไปยังถนนเพื่อติดต่อลูกค้า

(b) พวกเขาขายสินค้าราคาต่ำของใช้ประจำวันเช่นของเล่นผลไม้ผัก ฯลฯ

(c) พวกเขาส่วนใหญ่ขายสินค้าที่ไม่มีตราสินค้าและท้องถิ่น

(d) พวกเขาไม่ได้ขายในราคาคงที่

ประเภทของผู้ค้าปลีกรายย่อย :

(i) Hawkers และ Peddlers:

พวกเขาบรรทุกสินค้าด้วยตนเองในตะกร้าหรือกระเป๋าสะพายหรือบนรถเข็นสินค้า พวกเขาย้ายไปอยู่ในย่านที่อยู่อาศัยและเรียกชื่อบทความที่พวกเขาขาย พวกเขาเป็นคนขายของชำพวกเขาไม่มีเงินทุนเพียงพอและไม่สามารถเก็บสินค้าเป็นจำนวนมากได้ ข้อได้เปรียบหลักของพวกเขาคือพวกเขาให้บริการที่สะดวกแก่ผู้บริโภคและข้อ จำกัด คือพวกเขาจัดการกับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวซึ่งไม่น่าเชื่อถือในแง่ของคุณภาพราคาและความทนทาน

(ii) ผู้ซื้อขายในตลาด:

พวกเขาขายสินค้าของพวกเขาในสถานที่ที่แตกต่างกันในตลาดวันคงที่เช่นวันจันทร์วันพุธ พวกเขาส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้น้อยและจัดการในรายการสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกและราคาถูกที่ใช้ประจำวัน

(iii) ผู้ค้าขายบนถนน:

พวกเขากระจายสินค้าบนทางเท้าที่มุมถนนที่วุ่นวายหรือใกล้กับสถานีรถไฟหรือสถานีขนส่ง พวกเขาจัดการในหนังสือพิมพ์นิตยสารของกินได้เครื่องเขียน ฯลฯ พวกเขาไม่ย้ายจากที่หนึ่งไปอีกที่กับสินค้าของพวกเขา

(iv) แจ็คราคาถูก:

พวกเขามีโครงสร้างร้านค้าชั่วคราว พวกเขาเปลี่ยนสถานที่ประกอบธุรกิจของพวกเขาในภายหลัง พวกเขายังคงอยู่ในพื้นที่เดียวสำหรับช่วงเวลาชั่วคราวเท่านั้นขึ้นอยู่กับโอกาสของธุรกิจของพวกเขา พวกเขาจัดการในสินค้าอุปโภคบริโภคของใช้ประจำวันเช่นบริการซ่อมนาฬิการองเท้า ฯลฯ

ประเภทที่ 2. ผู้ค้าปลีกที่มีร้านค้าคงที่ :

พวกเขามีสถานประกอบการถาวรเพื่อขายสินค้าของพวกเขาทั้งในตลาดท้องถิ่นหรือในห้างสรรพสินค้า

คุณสมบัติ:

(i) พวกเขามีทรัพยากรมากกว่าผู้ค้าปลีกรายย่อยเหล่านี้

(ii) พวกเขาจัดการในผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย

(iii) พวกเขาให้บริการที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับที่กำหนดโดยผู้เดินทางกับลูกค้าเช่นการให้การค้ำประกันสินเชื่อและการส่งมอบบ้านเป็นต้น

(iv) พวกเขามีความน่าเชื่อถือและความนิยมในใจของลูกค้ามากขึ้น

ผู้ค้าปลีกคงที่มีสองประเภท :

ผม. ผู้ค้าปลีกรายย่อยและ

ii ผู้ค้าปลีกรายใหญ่

ผม. ผู้ค้าปลีกรายย่อย :

(1) ร้านค้าทั่วไป:

(a) ตั้งค่าเหล่านี้ในพื้นที่อยู่อาศัย

(b) พวกเขาสต็อกสินค้าทุกชนิดที่ชาวบ้านต้องการสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน

(c) พวกเขายังคงเปิดเป็นเวลานานในเวลาที่สะดวก

(d) พวกเขาให้สินเชื่อกับลูกค้าปกติหากจำเป็น

(2) ร้านค้าพิเศษ:

ตั้งอยู่ในศูนย์กลางของแต่ละท้องถิ่น โดยทั่วไปแล้วพวกเขาจะเชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวแทนที่จะจัดการในสายผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน

ตัวอย่างของพวกเขาคือ:

(a) ร้านค้าที่ขายเสื้อผ้าเด็กเท่านั้น

(b) ร้านค้าที่ซื้อขายในหนังสือเพื่อการศึกษาเท่านั้น

(3) ผู้ถือแผงลอยถนน:

(a) ตั้งอยู่ที่ทางแยกถนนหรือบนถนนสายหลัก

(b) พวกเขาติดตั้งแผงลอยโดยติดตั้งชั้นวางบนผนังหรือวางโต๊ะหรือสร้างแพลตฟอร์มเพื่อขายและแสดงสินค้า

(c) พวกเขาขายสินค้าราคาถูกเช่นปากกานิตยสารร้านขายชุดชั้นในราคาถูกเป็นต้น

(4) ร้านขายของมือสอง:

(a) จัดการสินค้าที่ใช้แล้วเช่นเสื้อผ้าหนังสือเฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ

(b) ผู้ที่มีความสุภาพหมายถึงการซื้อสินค้าจากร้านค้าดังกล่าว

(c) พวกเขาเก็บสิ่งของหายากเช่นแสตมป์เก่าและของเก่าและขายในราคาที่สูงขึ้น

(5) ร้านค้าวินาที:

ร้านค้าเหล่านี้ขายสินค้าที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐาน สิ่งเหล่านี้ขายเป็นวินาที พวกเขามีข้อบกพร่องเล็กน้อยในพวกเขาและข้อบกพร่องเหล่านี้จะมองไม่เห็น เหล่านี้ขายในราคาพิเศษมาก ร้านค้าเหล่านี้ตั้งอยู่ที่ตลาด แม้แต่ผู้ผลิตก็ยังเปิดร้านค้าปลีกเพื่อจำหน่ายสินค้าดังกล่าว ร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปสินค้ากีฬารองเท้าและอื่น ๆ บางครั้งร้านค้าเหล่านี้จะถูกตั้งค่าชั่วคราวโดยการใช้สถานที่ห้องโถงหรืองานเลี้ยงในการเช่า

(6) ร้านค้าบรรทัดเดียว:

ร้านค้าเหล่านี้ขายผลิตภัณฑ์เพียงหนึ่งบรรทัด พวกเขาให้การออกแบบที่แตกต่างสไตล์และขนาดของคุณภาพของผลิตภัณฑ์เดียวกัน ตัวอย่างเช่นร้านขายรองเท้าจะมีหลากหลายและขนาดของรองเท้าสำหรับเด็กผู้ชายและผู้หญิง

ii ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ :

ผู้ค้าปลีกเหล่านี้มีสินค้าจำนวนมาก

ลักษณะของร้านค้าดังกล่าวคือ:

(1) พวกเขาต้องการการลงทุนจำนวนมาก

(2) พวกเขามักจะตั้งอยู่ในสถานที่กลางหรือในห้างสรรพสินค้า

(3) ลูกค้าของร้านค้าดังกล่าวมีฝีเท้าสูงมาก

ผู้ค้าปลีกขนาดใหญ่ประเภทที่พบมากที่สุดมีดังนี้:

(a) ห้างสรรพสินค้า

(b) ร้านค้าหลายร้านค้าโซ่

(c) การค้าปลีกสั่งซื้อทางไปรษณีย์

(d) ร้านค้าสหกรณ์ผู้บริโภค

(e) ตลาดซุปเปอร์

(a) ห้างสรรพสินค้า :

เป็นร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์หลากหลายผ่านแผนกแยกภายใต้หลังคาเดียวกัน ‘Banmarche’ เป็นร้านค้าปลีกแห่งแรกที่เปิดในฝรั่งเศสในปี 1852 มีร้านค้าเช่นนี้ในอินเดียซึ่งรวมถึง ‘Akberally’ ในมุมไบและ ‘Spencers’ ในเจนไน

คุณสมบัติของห้างสรรพสินค้า :

(1) ที่ตั้งกลางในตลาดท้องถิ่นขนาดใหญ่

(2) หลายหน่วยงานหรือแผนกในร้านเดียวกันภายใต้หลังคาเดียวกัน

(3) การเป็นเจ้าของการจัดการและการควบคุมจากส่วนกลาง

(4) สินค้าและการเก็บรักษาที่หลากหลายจำหน่าย ดังนั้นลูกค้าจะได้รับทางเลือกที่ดีกว่า

(5) บริการส่วนบุคคลเช่นตู้โทรศัพท์ห้องน้ำห้องอาหารและอื่น ๆ

ข้อดี:

(i) ที่ตั้งส่วนกลาง – ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ของเมืองสามารถเดินทางไปช้อปปิ้งได้อย่างง่ายดาย

(ii) ความสะดวกสบายในการซื้อ – สินค้าทั้งหมดมีอยู่ในส่วนต่าง ๆ ภายใต้หลังคาเดียวกัน

(iii) บริการที่น่าดึงดูด – บริการเช่นห้องอ่านหนังสือบริการจัดส่งถึงบ้านฟรีร้านอาหารห้องสมุดบาร์และอื่น ๆ

(iv) การประหยัดจากขนาดใหญ่ – ประโยชน์ของการดำเนินงานขนาดใหญ่ในส่วนที่เกี่ยวกับการซื้อสินค้ามีให้สำหรับพวกเขา

(v) ค่าใช้จ่ายหนักในการส่งเสริมการขาย – เนื่องจากฐานะการเงินที่แข็งแกร่งพวกเขาสามารถที่จะใช้จ่ายอย่างอิสระในการส่งเสริมการขาย

ข้อ จำกัด :

(i) การขาดความสนใจส่วนบุคคล – พนักงานได้รับการแต่งตั้งจากเงินเดือนประจำ สิ่งนี้นำไปสู่การขาดความคิดริเริ่มและความเป็นส่วนตัวในส่วนของพนักงาน

(ii) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูง – เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการโฆษณาการแสดงหน้าต่างและโชว์รูมทำให้สินค้ามีราคาแพงมาก

(iii) สถานที่ไม่สะดวก – ตั้งอยู่ไม่ไกลจากย่านที่อยู่อาศัย เหล่านี้สูญเสียความต้องการของบทความที่ต้องแจ้งให้ทราบสั้น ๆ จากลูกค้า

(iv) ความเป็นไปได้สูงของการสูญเสีย – เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่หนักและการดำเนินงานขนาดใหญ่

(b) หลายร้านค้า / ร้านค้าในเครือ :

ร้านค้าปลีกเหล่านี้เป็นเจ้าของและควบคุมโดยองค์กรขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียว ส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิต พวกเขาอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของเมืองทั่วประเทศ พวกเขาจัดการในผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกันในราคาที่สม่ำเสมอ

ตัวอย่าง – (i) Bata, (ii) McDonald, (iii) Big Apple, (iv) Reebok, (v) Reliance Fresh และ (vi) Adidas

คุณสมบัติของร้านค้าในเครือ / ร้านค้าหลายแห่ง :

(i) สถานที่เหล่านี้ตั้งอยู่ในเมืองที่มีประชากรค่อนข้างมากโดยสามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างเพียงพอ

(ii) สาขาทั้งหมดถูกควบคุมโดยสำนักงานใหญ่ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายและดำเนินการให้เป็นไปตามที่กำหนด

(iii) การผลิตและการจัดหาสินค้าถูกรวมศูนย์ที่สำนักงานใหญ่

(iv) การขายมีการกระจายอำนาจ

(v) ยอดขายทั้งหมดทำบนฐานเงินสดอย่างเคร่งครัด

(vi) ร้านค้าหลายแห่งมีการแสดงผลการตกแต่งแบบผังที่แตกต่างกัน

ข้อดี:

(i) การประหยัดจากขนาดใหญ่ – พวกเขาได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานขนาดใหญ่เป็นพิเศษในการซื้อและการผลิตสินค้าเนื่องจากมีการซื้อและขายสินค้าจำนวนมากในร้านค้าหลายแห่ง

(ii) ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน – สินค้ามีคุณภาพสูง ผู้ซื้อมั่นใจในคุณภาพ

(iii) ไม่มีหนี้สูญ – สินค้าขายเฉพาะเงินสดเท่านั้นดังนั้นจึงไม่มีความเสี่ยงจากหนี้สูญ

(iv) การโอนสินค้าและการกระจายความเสี่ยง – ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้อยู่ในความต้องการในร้านค้าเฉพาะสามารถย้ายไปที่ร้านอื่น ดังนั้นความเสี่ยงของความไม่มั่นคงจะลดลง ความเสี่ยงทางธุรกิจทั้งหมดจะกระจายไป กำไรที่ร้านหนึ่งสามารถให้ความคุ้มครองต่อการสูญเสียที่ร้านอื่นในสถานที่ที่แตกต่างกัน

(v) การกำจัดพ่อค้าคนกลาง – โดยการขายสินค้าให้กับลูกค้าโดยตรงร้านค้าหลายแห่งสามารถกำจัดพ่อค้าคนกลางได้

(vi) ต้นทุนที่ต่ำกว่า – เป็นเพราะการผลิตแบบรวมศูนย์และการจัดซื้อการกำจัดพ่อค้าคนกลางการโฆษณาแบบรวมศูนย์ ฯลฯ ที่ร้านค้ามีต้นทุนการดำเนินธุรกิจต่ำ

(vii) ความยืดหยุ่น – ฝ่ายบริหารมีตัวเลือกในการปิดร้านขายขาดทุนและย้ายไปที่อื่น

ข้อ จำกัด :

(i) ความหลากหลายของสินค้ามี จำกัด – ความหลากหลายมี จำกัด และแต่ละร้านจะเก็บสต็อกสินค้าที่ผลิตและจัดจำหน่ายโดยเจ้าของเท่านั้น

(ii) การขาดบริการ – การส่งมอบบ้านฟรีและวงเงินสินเชื่อไม่สามารถใช้ได้กับลูกค้า

(iii) การขาดความมุ่งมั่น – ผู้จัดการไม่มีอิสระในการซื้อและกำหนดราคาสินค้า ดังนั้นจึงไม่มีความคิดริเริ่มในการใช้ทักษะความคิดสร้างสรรค์เพื่อสนองความต้องการของลูกค้า

(iv) การลงทุนขนาดใหญ่และค่าโสหุ้ยอย่างมาก – ร้านค้าเหล่านี้ต้องการการลงทุนขนาดใหญ่ พวกเขาใช้จ่ายอย่างมากในการเช่าร้านค้าการตกแต่งการบริหารและการควบคุมดูแล

(v) โอกาสของการฉ้อโกง – การควบคุมและการควบคุมอย่างเข้มงวดเป็นไปไม่ได้เพราะมีหลายสาขา จึงมีโอกาสของการฉ้อโกง

บ้านสั่งซื้อทางไปรษณีย์ :

ร้านค้าปลีกที่ขายสินค้าทางไปรษณีย์ โดยทั่วไปจะไม่มีการติดต่อโดยตรงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายในการซื้อขายประเภทนี้

ขั้นตอนการซื้อขาย :

ขั้นตอนที่ 1 – โฆษณาเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์:

ผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าได้รับการติดต่อจากโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารเพื่อรับคำสั่งซื้อ หนังสือเวียนแคตตาล็อก ฯลฯ ถูกส่งถึงพวกเขาทางไปรษณีย์ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เช่นราคาคุณสมบัติเงื่อนไขการจัดส่งและอื่น ๆ มีอยู่ในโฆษณาเหล่านี้

ขั้นตอนที่ 2 – การรับคำสั่งซื้อและการประมวลผลสินค้า:

เมื่อได้รับคำสั่งซื้อสินค้าจะถูกตรวจสอบอย่างรอบคอบโดยคำนึงถึงคำบรรยายพิเศษพิเศษที่ลูกค้าร้องขอ จากนั้นสินค้าจะถูกส่งไปยังลูกค้าผ่าน – (a) ที่ทำการไปรษณีย์โดย VPP หรือ (b) ธนาคาร

ขั้นตอนที่ 3 – การรับการชำระเงิน:

มีทางเลือกที่แตกต่างกันสำหรับการรับชำระเงินจากลูกค้า

(a) ลูกค้าจะถูกขอให้ชำระเงินเต็มจำนวนล่วงหน้าก่อนที่สินค้าจะถูกส่งทางไปรษณีย์

(b) ลูกค้าอาจถูกขอให้ชำระเงินเต็มจำนวนในธนาคารและรับสินค้าจากธนาคาร ไม่มีความเสี่ยงจากหนี้สูญ

(c) สินค้าถูกส่งโดย VPP เมื่อได้รับพัสดุลูกค้าจะต้องจ่ายจำนวนเงินให้บุรุษไปรษณีย์

ความเหมาะสม:

การซื้อขายนี้เหมาะสมเมื่อ:

(a) สินค้ามีการระบุอย่างดีและเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อแบรนด์และมีคุณภาพที่ได้มาตรฐาน

(b) ความต้องการของลูกค้าที่ได้รับความนิยมกระจายอยู่ทั่วบริเวณกว้าง

(c) ผลิตภัณฑ์ไม่ต้องการการสาธิตใด ๆ

(d) สินค้ามีความทนทานและไม่ได้รับการเสียในระหว่างการขนส่ง

ตัวอย่างเช่น – รายการเครื่องเขียนเครื่องใช้ขนาดเล็กยาหนังสือเครื่องสำอางเครื่องใช้ในห้องน้ำเครื่องประดับอัญมณีรองเท้านาฬิกาและผลิตภัณฑ์แบรนด์อื่น ๆ

ไม่เหมาะสม:

การซื้อขายนี้ไม่เหมาะถ้า –

(a) สินค้าสามารถเน่าเสียได้เช่น – นมผลไม้ ฯลฯ

(b) สินค้ามีขนาดใหญ่เช่น – โทรทัศน์ตู้เย็น ฯลฯ

(c) ลูกค้าไม่รู้หนังสือ

ข้อดี:

(i) การลงทุนขนาดเล็ก – การซื้อขายบ้านสั่งซื้อทางไปรษณีย์ไม่ต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกด้านโครงสร้างพื้นฐานเช่นโชว์รูมขนาดใหญ่

(ii) ไม่มีหนี้สูญ – การซื้อขายทางไปรษณีย์ธุรกิจไม่ได้เพิ่มวงเงินสินเชื่อให้กับลูกค้า ดังนั้นจึงไม่มีโอกาสเกิดหนี้สูญ

(iii) Wide Reach – ธุรกิจการค้าประเภทนี้เหมาะสมอย่างยิ่งที่ลูกค้าในอนาคตกระจัดกระจายไปในวงกว้างและสามารถส่งสินค้าไปยังทุกที่ที่มีบริการไปรษณีย์

(iv) การติดต่อโดยตรง – พ่อค้าคนกลางที่ไม่จำเป็นระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายจะถูกกำจัด ซึ่งจะช่วยในการออมมากมาย

(v) ความสะดวกสบาย – สินค้าถูกจัดส่งที่หน้าประตูของลูกค้า ประหยัดเวลาและความพยายามของลูกค้าด้วยวิธีนี้ มันสะดวกมาก

ข้อ จำกัด :

(i) Lack of Personal Touch – ผู้ซื้อไม่ได้รับโอกาสในการตรวจสอบและทดลองใช้สินค้าก่อนที่จะซื้อ ผู้ขายไม่สามารถให้ความสนใจส่วนตัวกับความชอบและไม่ชอบของลูกค้าได้

(ii) ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขายสูง – ผู้ค้าจะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากในการโฆษณาเพื่อแจ้งให้ผู้ซื้อที่มีศักยภาพทราบเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์

(iii) ไม่บริการหลังการขาย – ไม่มีบริการหลังการขายซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความพึงพอใจของลูกค้า

(iv) ไม่มีสินเชื่อ – ลูกค้าต้องชำระราคาเมื่อทำการส่งมอบสินค้า บางครั้งก็ต้องจ่ายล่วงหน้า ดังนั้นวงเงินสินเชื่อจึงไม่พร้อมใช้งาน

(v) การจัดส่งล่าช้า – อาจมีความล่าช้าในการจัดส่งเนื่องจากเวลาที่ใช้ในการติดต่อทางจดหมายในการจัดหาสินค้าและการส่งสินค้าทางไปรษณีย์ไปยังลูกค้า

(vi) ความเป็นไปได้ของการใช้ผิดวิธี – ผู้ค้าที่ไม่สุจริตอาจโกงลูกค้าโดยอ้างสิทธิ์เท็จเกี่ยวกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์และไม่เคารพข้อผูกพันที่ทำผ่านโฆษณา

เครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ :

เครื่องขายสินค้าอัตโนมัติขายสินค้าเมื่อลูกค้าฝากเงินเพียงพอในช่องหรือช่องระบายเพื่อซื้อสินค้าที่ต้องการ มันมีผลิตภัณฑ์เช่นเครื่องดื่มขนมลูกอมช็อคโกแลตตั๋วแพลตฟอร์ม ฯลฯ

ตัวอย่าง :

(a) Mother Dairy ขายนมผ่านเครื่องขายแสตมป์อัตโนมัติ

(b) ATM (เครื่องถอนเงินอัตโนมัติ) สามารถใช้ถอนเงินได้ทุกเวลาโดยไม่ต้องไปที่สาขาของธนาคาร

(c) สามารถซื้อโทเค็นเมโทรผ่านเครื่องเหล่านี้ได้ที่สถานีรถไฟใต้ดิน

ข้อดี :

(i) มันมีประโยชน์สำหรับการขายแบรนด์สินค้าราคาต่ำที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงเช่นเครื่องดื่มร้อนน้ำอัดลมเป็นต้น

(ii) สิ่งเหล่านี้สามารถขายสินค้าได้ตลอดเวลา

(iii) สิ่งเหล่านี้ให้บริการที่รวดเร็วแก่ลูกค้า

(iv) สิ่งเหล่านี้ส่งเสริมนิสัยการ ‘ช่วยเหลือตนเอง’ ในลูกค้า

ข้อ จำกัด :

(i) ลูกค้าไม่สามารถตรวจสอบสินค้าก่อนซื้อ

(ii) ค่าติดตั้งเริ่มต้นการซ่อมแซมและบำรุงรักษาค่อนข้างสูง

(iii) แพ็คพิเศษจะต้องได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมสำหรับเครื่อง

(iv) ต้องใช้ความระมัดระวังในการใส่ให้เป็นประจำและเปลี่ยนสต็อกของเครื่องเป็นประจำ

ประเภทของผู้ค้าปลีก – จำแนกตามประเภทของผลิตภัณฑ์หรือบริการจำนวนร้านค้า, ความหลากหลายของสินค้าที่ขาย, ระดับการให้บริการ, ขนาดของร้านค้า, สถานที่และสถานที่อื่น ๆ

ผู้ค้าปลีกสามารถจำแนกตามเกณฑ์ที่แตกต่างกันเช่น:

1. ผลิตภัณฑ์หรือบริการ

2. จำนวนร้าน

3. ขายสินค้าที่หลากหลาย

4. จำนวนสายผลิตภัณฑ์ที่ดำเนินการ

5. ระดับการให้บริการ

6. กลยุทธ์การกำหนดราคา

7. ขนาดของร้านค้า (พื้นที่ทางกายภาพ)

8. สถานที่ตั้ง

9. วิธีการใช้งาน

10. ความเป็นเจ้าของ

11. คลัสเตอร์ / ที่ตั้งสิ่งอำนวยความสะดวก

เราจะหารือเกี่ยวกับหมวดหมู่ที่สำคัญบางประการ:

1. โดยผลิตภัณฑ์หรือบริการ:

นี่เป็นพื้นฐานที่ง่ายที่สุดสำหรับการจำแนกประเภทของผู้ค้าปลีก ผู้ค้าปลีกของสินค้าจัดการกับผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ ตัวอย่างเช่นร้านขายของชำซูเปอร์มาร์เก็ตร้านค้าทั่วไปนักเคมีร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป ฯลฯ บริการผู้ค้าปลีกจัดการกับสินค้าที่จับต้องไม่ได้เช่นบริการ ตัวอย่างเช่นธนาคารที่ปรึกษาแพทย์ร้านตัดเย็บเสื้อผ้าสถานเสริมความงามโรงจอดรถบริการบำรุงรักษาขนส่งและอื่น ๆ ในขณะที่อุตสาหกรรมบริการกำลังเติบโตการค้าปลีกบริการมีขอบเขตที่กว้างไกลในอนาคต

2. โดยการเป็นเจ้าของ:

ผู้ค้าปลีกอาจเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตเป็นเจ้าของแฟรนไชส์หรือเขาอาจเป็นผู้ค้าปลีกอิสระ

(a) ผู้ค้าปลีกอิสระ:

ผู้ค้าปลีกอิสระเป็นเจ้าของร้านค้าหนึ่งหรือหลายร้าน มันเป็นเจ้าของโดยเจ้าของคนเดียวหุ้นส่วนสองคนหรือมากกว่าหรือครอบครัว ผู้ค้าปลีกไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ใด ๆ หรือขององค์กรค้าปลีกขนาดใหญ่ ผู้ค้าปลีกรายย่อยในอินเดียส่วนใหญ่อยู่ภายใต้หมวดหมู่นี้ ตัวอย่างเช่นร้านค้าทั่วไปร้านขายของชำร้านค้ามุมซึ่งอาจมีร้านหนึ่งร้านขึ้นไปดำเนินการโดยผู้ค้าปลีกอิสระ

ตัวอย่างเช่น Chitale Bandhu Mithaiwale – ร้านขายขนมที่มีชื่อเสียงใน Pune ดำเนินการผ่านสองร้านที่เป็นเจ้าของโดยผู้ผลิต และเมื่อไม่นานมานี้เองก็ได้ให้สิทธิ์แก่ผู้ค้าปลีกหลายรายจากส่วนต่างๆของเมืองปูเน่

(b) ร้านค้าในเครือ:

Chain Store เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มร้านค้าปลีกที่เป็นเจ้าของและดำเนินการโดยองค์กรธุรกิจเดียว ร้านค้าในเครือสามารถเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรหรือองค์กรความร่วมมือ ตัวอย่างเช่นร้านอาหาร Kamath บริหารงานโดยเจ้าของคนเดียว แต่มีร้านค้าหลายแห่งในเมืองเช่นมุมไบ, ปูเน่, กัว, ไฮเดอราบัด ฯลฯ Apna Bazaar มีเครือร้านค้าสหกรณ์ที่มีสาขาหลายแห่งในมุมไบ Nalli ผู้นำด้านผ้าไหมที่มีชื่อเสียงของเจนไนได้เปิดสาขาในมุมไบ

(c) ผู้ผลิตที่เป็นเจ้าของเต้าเสียบ / โชว์รูม บริษัท / ร้านโรงงาน:

ผู้ผลิตหรือ บริษัท ดำเนินกิจกรรมค้าปลีก ร้านค้าเหล่านี้เป็นเจ้าของและจัดการโดยผู้ผลิต อาจมีร้านดังกล่าวหนึ่งสาขาหรือมากกว่า แบบฟอร์มนี้พบเห็นได้ทั่วไปในเสื้อผ้ารองเท้าและร้านค้าปลีกอาหาร แม้แต่ผู้ผลิตรายย่อยก็ยังเสนอผลิตภัณฑ์ในร้านของตัวเองเช่นเบเกอรี่ผลิตภัณฑ์นม ฯลฯ

ตัวอย่างเช่นผลิตภัณฑ์แบรนด์เช่น Bata, Nike, Bombay Dying, Sony World และอื่น ๆ วางจำหน่ายผ่านโชว์รูมหรือร้านค้าพิเศษ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จัดจำหน่ายโดยผู้ค้าปลีกอิสระรายอื่น

(d) แฟรนไชส์ ​​Outlet:

ผู้ผลิตให้สิทธิ์ (ผู้มีอำนาจ) แก่ผู้ค้าปลีกอิสระหลายราย แต่พวกเขาไม่ใช่เจ้าของในความหมายที่แท้จริง ผู้ค้าปลีกอิสระ (แฟรนไชส์) ทั้งหมดจะต้องปฏิบัติตามกฎและข้อบังคับที่วางโดยผู้ผลิต (แฟรนไชส์) ตัวอย่างเช่น McDonald’s, Benetons, Pantaloon, Raymond’s Park Avenue, Dr. Batra’s Clinic, VLCC, สถาบันการศึกษาคอมพิวเตอร์ Aptech เป็นต้น

3. ตามจำนวนร้านค้า / สาขา:

ผู้ค้าปลีกสามารถดำเนินการผ่านร้านค้าเดียวหรือเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ที่มีร้านค้าหลายแห่ง ตัวอย่างเช่นธนาคารเป็นผู้ค้าปลีกบริการ พวกเขาดำเนินงานผ่านจำนวนสาขาแผ่กระจายไปทั่วพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่กว้าง ร้านค้าปลีกที่ดำเนินการโดยผู้ค้าปลีกอิสระรายย่อยเช่นร้านคิระนะเบเกอรี่อู่ ฯลฯ อาจมีร้านสาขาเดียว ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่เป็นเจ้าของเดียวอาจเปิดสาขาหลายแห่งในสถานที่ต่างกัน

4. จำแนกตามความหลากหลายของสินค้าที่ขาย:

ร้านค้าปลีกสามารถจำแนกตามความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอ ตามหลักเกณฑ์นี้ร้านค้าปลีกอาจเป็นห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าพิเศษหรือร้านวาไรตี้

(ห้างสรรพสินค้า:

มันเป็นร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ที่มีแผนกหรือส่วนต่าง ๆ สำหรับผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ ให้บริการผลิตภัณฑ์ทั่วไปที่หลากหลาย สินค้า / ตัวอย่างตัวแทนจะแสดงในพื้นที่แยกซึ่งให้ความคิดเกี่ยวกับสินค้าที่ขายในส่วนนั้น

ตัวอย่างเช่นห้างสรรพสินค้าขายเสื้อผ้ามีแผนกต่าง ๆ เช่นแผนกเสื้อผ้าเด็กเสื้อผ้าผู้หญิงและเสื้อผ้าผู้ชาย หรือห้างสรรพสินค้าที่นำเสนอเสื้อผ้าเด็กเท่านั้นอาจมีส่วนที่แตกต่างกันสำหรับกลุ่มอายุที่แตกต่างกัน ผู้ซื้อ ‘Stop มีหลายส่วนเช่นเครื่องประดับเครื่องสำอางและน้ำหอมเสื้อผ้าในเสื้อผ้าผู้หญิง – เสื้อผ้าอินเดียและเสื้อผ้าตะวันตกเป็นต้น

(b) ร้านค้าพิเศษ:

ร้านค้าปลีกประเภทดังกล่าวเสนอเฉพาะหมวดหมู่เฉพาะของผลิตภัณฑ์ ผู้ค้าปลีกพิเศษมีข้อตกลงกับสายผลิตภัณฑ์ที่ จำกัด หรือแม้แต่สายเดียวและมุ่งเน้นที่ความลึกของสายผลิตภัณฑ์ที่ดำเนินการโดยเขา ตัวอย่างเช่นผู้ค้าปลีกที่จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์สีของที่ระลึกบัตรอวยพรผลิตภัณฑ์นมรองเท้าสีปั๊มน้ำมันดอกไม้ ฯลฯ ร้านอาหารมังสวิรัติล้วนร้านอาหารจีนร้านแผงลอยชาเบเกอรี่ ที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญที่จัดการในพื้นที่เฉพาะเช่นศัลยแพทย์ตกแต่งภายในตัวแทนประกันภัย ฯลฯ

(c) ร้านค้าต่าง ๆ :

ให้บริการสินค้าทั่วไปที่หลากหลาย มันเน้นที่ความหลากหลายมากขึ้นเช่นความกว้างของการผสมผลิตภัณฑ์และความลึกของสายผลิตภัณฑ์น้อยลง ร้านวาไรตี้เสนอสายผลิตภัณฑ์ที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับห้างสรรพสินค้า แต่ก็ยังสามารถแข่งขันกับห้างสรรพสินค้าได้อย่างรุนแรงโดยเสนอความหลากหลายมากขึ้นในราคาที่ถูกลง ร้านค้าดังกล่าวเป็นที่ต้องการของลูกค้าที่มองหาการช้อปปิ้ง ‘ทุกอย่างภายใต้หลังคาเดียวกัน’

ลูกค้าเหล่านี้ไม่ต้องการเยี่ยมชมร้านค้าหลายแห่งสำหรับความต้องการที่แตกต่างกัน พวกเขาตระหนักถึงความหลากหลายที่มี จำกัด ในแต่ละประเภท แต่พวกเขาก็ยังชอบที่จะซื้อของที่นั่นเนื่องจากความสะดวกและประหยัดเวลา

ตัวอย่างเช่น Warehouse Club เสนอสายผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย แต่มีช่วงที่ จำกัด ภายในแต่ละสายผลิตภัณฑ์ (ความลึก) และส่วนลดเพิ่มเติม

5. ตามจำนวนของสายผลิตภัณฑ์ดำเนินการ:

ผู้ค้าปลีกสามารถจำแนกตามจำนวนสายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ผู้ค้าปลีกสามารถขายผลิตภัณฑ์เดียวหรือเขาจัดการกับสาย จำกัด หรือหลายสายผลิตภัณฑ์

ร้านค้าปลีกสามารถ:

(a) ร้านค้าสินค้าทั่วไป

(b) ร้านค้าสาย จำกัด

(c) ร้านค้าบรรทัดเดียว

ตัวอย่างเช่นร้านค้าทั่วไปหรือร้านขายของชำทั่วไปนำเสนอผลิตภัณฑ์มากมายนั่นคือเกี่ยวข้องกับหลายสายผลิตภัณฑ์ ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าหลากหลายเป็นตัวอย่างของหลายบรรทัด ร้านขายนมจำหน่ายเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมหรือร้านขายเฟอร์นิเจอร์มีความหลากหลายในเฟอร์นิเจอร์เท่านั้นเช่นพวกเขาจัดการกับสายผลิตภัณฑ์เดียว แต่ในเชิงลึก ร้านค้าพิเศษเป็นตัวอย่างของบรรทัดเดียว

ผู้ค้าปลีกบางรายเสนอสายผลิตภัณฑ์ที่ จำกัด และมุ่งเน้นที่ความลึกเช่น Sports Mart สามารถเสนอรองเท้ากีฬาชุดกีฬาอุปกรณ์กีฬาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพคำแนะนำในการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ ฯลฯ โดยทั่วไปร้านค้าพิเศษที่จำหน่ายสินค้า และเสริมในธรรมชาติ ร้านค้าพิเศษโชว์รูมแคตตาล็อกและซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นตัวอย่างของสายที่ จำกัด

6. ระดับการให้บริการ:

ผู้ค้าปลีกอาจเสนอบริการเต็มรูปแบบหรือสามารถขยายบริการที่ จำกัด ให้กับลูกค้า อย่างไรก็ตามระดับการให้บริการส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่างๆเช่นประเภทของผลิตภัณฑ์ที่ขายประเภทลูกค้าขนาดร้านค้าเป็นต้น

(a) ร้านบริการตนเอง:

ลูกค้าที่ต้องการดำเนินการค้นหาแบบเปรียบเทียบเลือกด้วยตนเองเลือกซื้อสินค้าในร้านค้าปลีกแบบบริการตนเอง พวกเขาต้องการเพลิดเพลินกับการจับจ่ายซื้อของและด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไม่ต้องการสิ่งรบกวนหรือรบกวนจากการซื้อจากคนในร้าน วิธีนี้เหมาะสำหรับร้านค้าที่มีสินค้าสะดวกและสินค้าอุปโภคบริโภคมากมาย ลูกค้าสามารถเดินไปมาในร้านได้ดูความหลากหลายที่มีอยู่แล้วเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับตัวเอง

ข้อตกลงนี้สามารถประหยัดพื้นที่ร้านค้าและต้นทุนพนักงานขายได้ เลย์เอาต์ของร้านค้าจะต้องได้รับการออกแบบอย่างระมัดระวังหากเป็นร้านค้าแบบบริการตนเอง ในกรณีที่ร้านค้าขนาดใหญ่เสนอสินค้าหลายพันรายการและมีความหลากหลายในแต่ละประเภทผลิตภัณฑ์ขอแนะนำให้ให้ความช่วยเหลือด้านการขายในการค้นหาสายผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ มิฉะนั้นการค้นหาอย่างละเอียดถี่ถ้วนสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการอาจทำให้ลูกค้าผิดหวังและพวกเขาอาจเดินออกไปโดยไม่ซื้ออะไรเลย

ในสถานการณ์เช่นนี้ร้านค้าปลีกแบบเลือกเองมีความเหมาะสมกว่าร้านค้าแบบบริการตนเอง ในร้านค้าปลีกแบบเลือกเองพนักงานขายจะช่วยเหลือลูกค้าในการค้นหาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมหรือช่วยในการซื้อเฉพาะเมื่อมีการถามจากลูกค้า ตัวอย่างเช่นโลกอาหารดำเนินการผ่านร้านค้าแบบบริการตัวเอง ลูกค้าสามารถเลือกรายการขายของชำครัวเรือนและผลิตภัณฑ์อาหารที่เก็บไว้ในชั้นวางชั้นวางและเคาน์เตอร์

(b) ผู้ค้าปลีกที่ให้บริการ จำกัด :

พวกเขาทำหน้าที่บางอย่างของผู้ค้าปลีก พวกเขาให้ข้อมูลเพิ่มเติมช่วยเหลือลูกค้าในการซื้อ พวกเขายังให้สินเชื่อหากจำเป็น พวกเขามีต้นทุนการดำเนินงานมากกว่าร้านค้าปลีกแบบบริการตัวเองและแบบเลือกด้วยตนเอง

(c) บริการเต็มรูปแบบ:

ผู้ค้าปลีกให้บริการเต็มรูปแบบแก่ลูกค้าของพวกเขา ผู้ค้าปลีกให้ความช่วยเหลือในทุกขั้นตอนของการซื้อ บริการรวมถึงกิจกรรมมากมายจากลูกค้าเข้าสู่ร้านบริการหลังการขาย บริการอื่น ๆ รวมถึง (ฟรี) บริการจัดส่งถึงบ้านห่อหรือห่อของขวัญการเย็บการปรับเปลี่ยนความช่วยเหลือทางการเงินการทดลองฟรีการสาธิตที่จอดรถสิ่งอำนวยความสะดวกตู้เก็บของห้องทดลอง / เปลี่ยนห้องการจัดที่นั่งเด็กเกมตลกขี่สำหรับเด็ก ๆ ลูกค้า ฯลฯ

พวกเขาช่วยลูกค้าในกระบวนการค้นหาเปรียบเทียบเลือก ในร้านค้าปลีกที่ให้บริการเต็มรูปแบบระยะสั้นจำหน่ายฟังก์ชั่นทั้งหมดของผู้ค้าปลีก ตัวอย่างเช่นในร้านเสื้อผ้าขนาดใหญ่ไม่กี่แห่งจะมีการให้ความช่วยเหลือในการซื้อสินค้าส่วนบุคคลแก่ลูกค้าเช่นพนักงานขายหรือผู้เชี่ยวชาญในร้านพูดคุยกับลูกค้าก่อนทำความเข้าใจกับความต้องการจิตวิทยาธรรมชาติและงบประมาณ

จากนั้นพวกเขาแนะนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับลูกค้าซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและเวลาในการช็อปปิ้ง ด้วยเหตุนี้ลูกค้าจึงพึงพอใจและมีภาพลักษณ์ที่ดีเกี่ยวกับร้านค้าเนื่องจากพวกเขาได้รับความสนใจส่วนบุคคลและผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม

7. ตามกลยุทธ์การกำหนดราคา:

ผู้ค้าปลีกปฏิบัติตามกลยุทธ์การกำหนดราคาที่แตกต่างกัน พวกเขาเปลี่ยนกลยุทธ์โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆเช่นระดับการแข่งขันปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมวัตถุประสงค์ด้านผลกำไรกลยุทธ์การวางตำแหน่งเป็นต้นในทางปฏิบัติผู้ค้าปลีกจำนวนมากใช้เทคนิคราคาแบบผสม

(a) ร้านค้าส่วนลด:

ผู้ค้าปลีกเหล่านี้แตกต่างจากร้านค้าที่เสนอส่วนลดและแผนการเป็นครั้งคราวในระยะเวลาที่ จำกัด พวกเขาขายผลิตภัณฑ์เป็นประจำในราคาที่ต่ำกว่า พวกเขาซื้อในราคาปกติจากผู้ค้าส่ง แต่พวกเขาทำงานบนขอบที่ต่ำกว่าและพวกเขาขายในปริมาณมาก

ดังนั้นพวกเขาสามารถขายสินค้ามาตรฐานในราคาที่ต่ำกว่า หลายคนมีความประทับใจที่ผิดเกี่ยวกับร้านค้าส่วนลดที่คุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ขายนั้นต่ำกว่าราคาจึงน้อยกว่า การค้าปลีกลดราคาในวันนี้ได้เข้าสู่สินค้าพิเศษเช่นร้านหนังสือสินค้าคงทนผู้บริโภค ตัวอย่างเช่น Wal-Mart และ K Mart เป็นร้านค้าส่วนลดที่ใหญ่ที่สุดและเป็นที่นิยมในสหรัฐอเมริกา

(b) ร้านค้าราคา:

ซึ่งแตกต่างจากร้านค้าส่วนลดผู้ค้าปลีกนอกราคาซื้อจำนวนมาก พวกเขามักจะซื้อโดยตรงจากผู้ผลิตและด้วยเหตุนี้สามารถประโยชน์ส่วนลดปริมาณจำนวนมาก พวกเขาทำงานด้วยอัตรากำไรที่ต่ำเมื่อเทียบกับผู้ค้าปลีกรายอื่น ดังนั้นพวกเขาสามารถเสนอสินค้าในราคาต่ำ สินค้าที่ขายผ่านร้านค้าเหล่านี้มีคุณภาพสูง แต่โดยทั่วไปแล้วสินค้าเหล่านี้ล้าสมัย (ล้าสมัย), ล็อตแปลก, ของเหลือ, ยกเลิก, เกินดุลการส่งออกหรือการส่งออกที่ถูกปฏิเสธและสินค้าผิดปกติ

มีผู้ค้าปลีกนอกราคาที่สำคัญสามประเภท – (i) Factory Outlet หรือโชว์รูมของ บริษัท (ii) ร้านค้าปลีกอิสระ (iii) คลับคลังสินค้าหรือคลับขายส่ง บริษัท เสื้อผ้าและรองเท้ามักใช้รูปแบบการค้าปลีกแบบนี้ พวกเขาจะจำหน่ายล็อตแปลก ๆ ผ่านร้านค้าของตนเองเช่นร้านค้าโรงงาน ตัวอย่างเช่น Nike, Reebok, Athlete ขายผลิตภัณฑ์ปกติและแปลก ๆ ผ่านร้านค้าของตนเอง

(c) ร้านค้าราคาคงที่:

พวกเขาเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นร้านค้าแบบราคาเดียว โดยทั่วไปแล้วพวกเขาจะขายสินค้าของที่ระลึกสินค้าสะดวกเครื่องสำอาง ฯลฯ ผลิตภัณฑ์มีตั้งแต่ราคาต่ำถึงปานกลาง ร้านค้าเหล่านี้นำเสนอผลิตภัณฑ์ในราคาคงที่ พวกเขากำหนดช่วงราคาบางอย่างที่ทำให้ลูกค้าสนใจ ผลิตภัณฑ์จะถูกจัดเรียงและเก็บไว้ด้วยกันในชั้นวางตามราคาของพวกเขา

แต่ละผลิตภัณฑ์มีป้ายราคา ลูกค้าสามารถเลือกจากความหลากหลายที่มีอยู่ในช่วงราคาที่เหมาะสมกับเขา ช่วยลดเวลาในการช็อปปิ้งและความพยายามเนื่องจากมีอยู่ในงบประมาณ ไม่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากพนักงานขายเนื่องจากมีพื้นที่น้อยสำหรับความกำกวม

8. ตามขนาดของร้านค้า:

ผู้ค้าปลีกสามารถจำแนกตามขนาดของร้านค้าเช่นพื้นที่ทางกายภาพของร้านค้า ขนาดแตกต่างกันจากร้านค้ามุมเล็ก ๆ ไปจนถึงไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ การตัดสินใจเกี่ยวกับขนาดของร้านค้านั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้าที่ขายและราคาของพื้นที่ร้านค้า อย่างไรก็ตามประเทศต่าง ๆ ปฏิบัติตามบรรทัดฐานที่แตกต่างกันใน ‘ขนาด’ เช่นร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ในประเทศหนึ่งอาจไม่ถือว่าเป็นร้านค้าขนาดใหญ่ในประเทศอื่น

เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์อินเดียเราสามารถจำแนกร้านค้าปลีกเป็น:

(a) ร้านค้าเล็ก ๆ :

Corner Shops (โดยทั่วไปคือร้านแพน – บิดีของอินเดีย), ร้านค้าทั่วไป, ร้านค้าพิเศษ, ร้านค้าราคาเดียว, แผงลอยริมถนน, แผงลอยนิทรรศการ, Hawkers และ Peddlers, ผู้ถือแผงลอยขนาดเล็กเป็นต้นเช่นร้านขายของชำ, แผงผักและผลไม้น้ำแข็ง ร้านครีม, แผงลอยชา, ศูนย์บริการซ่อมรถยนต์, ร้านตัดผม, ร้านเสริมสวย, โรงยิม, ฯลฯ

(b) ร้านค้าขนาดใหญ่:

ห้างสรรพสินค้า, ซูเปอร์มาร์เก็ต, ไฮเปอร์มาร์เก็ต, เมกะมาร์ท, ร้านค้าโซ่, ร้านค้าสหกรณ์, โชว์รูมแคตตาล็อก, โชว์รูมพิเศษ, บ้านสั่งซื้อทางไปรษณีย์ ฯลฯ

9. ตามสถานที่ตั้ง:

กิจกรรมการค้าปลีกสามารถดำเนินการได้ในสถานที่แน่นอนในร้านค้า อย่างไรก็ตามผู้ค้าปลีกมือถือพ่อค้าหาบเร่หรือพ่อค้าเร่ไม่มีสถานที่แน่นอนสำหรับกิจกรรมการค้าปลีก

(a) ผู้ค้าปลีกที่มีร้านค้าคงที่:

ร้านค้าปลีกทุกประเภทและทุกร้านที่มีสถานที่เก็บถาวร ผู้ค้าปลีกที่มีสถานที่ตั้งคงที่สามารถเปิดร้านค้าในเขตเมืองชานเมืองห้างสรรพสินค้าหรือห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่หรือร้านค้าอิสระที่ยืนอยู่คนเดียวและไม่ได้ติดต่อกับผู้ค้าปลีกรายอื่น ตัวอย่างเช่นร้านค้าทั่วไปห้างสรรพสินค้าร้านค้าโซ่ซุปเปอร์มาร์เก็ตร้านค้าส่วนลด ฯลฯ ร้านค้าปลีกทั้งหมดที่มีขนาดรูปแบบและหมวดหมู่ต่าง ๆ ที่มีสถานที่ประจำสำหรับการดำเนินการของพวกเขาคือผู้ค้าปลีกประจำร้าน

(b) ผู้ค้าปลีกอุปกรณ์พกพาหรือผู้ค้าปลีก:

พวกเขาไม่มีที่ตั้งถาวรสำหรับกิจกรรมการค้าปลีก ตัวอย่างเช่น Hawkers and Peddlers, Street Vendors, Stalls in Exhibition หรืองานแสดงสินค้า ฯลฯ

10. วิธีการใช้งาน:

แนวคิดการค้าปลีกแบบดั้งเดิมถูก จำกัด ในการจัดเก็บการค้าปลีกเช่นโครงสร้างอิฐและปูน สันนิษฐานว่าการค้าปลีกต้องการร้านค้าทางกายภาพบางแห่งไม่ว่าจะเป็นสถานที่ตายตัวหรือสถานที่พกพา อย่างไรก็ตามวิธีการทำงานอื่น ๆ เช่นการค้าปลีกที่ไม่ใช่ร้านค้าก็มีอยู่เช่นกัน วันนี้มันได้กลายเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการจำแนกประเภทของผู้ค้าปลีก

(a) ร้านค้าปลีก:

ผู้ค้าปลีกทั้งหมดที่มีขนาดประเภทแตกต่างกัน แต่มีการดำเนินงานในร้านค้าทางกายภาพคือผู้ค้าปลีกร้านค้า

(b) ผู้ค้าปลีกที่ไม่ใช่ร้านค้า:

พวกเขาไม่ต้องการร้านค้าทางกายภาพสำหรับกิจกรรมการค้าปลีก วิธีการค้าปลีกที่ไม่ใช่ร้านค้านั้นค่อนข้างเก่า รูปแบบใหม่ที่หลากหลายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การค้าปลีกที่ไม่ใช่ร้านค้ากำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน Certain methods of non-store retailing are widely accepted by the customers due to their convenience. Non-store retailing is gaining more attention as it eliminates the cost of a store. There is no need of maintaining a large sales force.

Some non-store retailing methods are given below:

(i) Direct Selling /Multi Level Marketing (MLM)

(ii) Online Retailing/Web Retailing/Retailing

(iii) Telemarketing – Telemarketing is a form of direct marketing. Information about the products/services is given and orders are booked over a telephone. There are some complaints about this method and several constraints for selling through this method.

(iv) Teleshopping / Television Home Shopping – In India the companies like Asian Sky Shop, Tele Shopping Network, Jaipan, Kawatchi Group, etc. use private cable Television channels for advertising their products.

(v) Direct Mail Marketing and Catalogue Marketing – Retailers need not have any office or outlet for selling the goods. They send the catalogues to the potential customers and book the orders. Retailers forward these orders to the manufacturers. This method is not much used in India, and still restricted to some standard industrial products and a few branded consumer goods.

(vi) Automatic Vending Machines – There is no human interface in selling the products. Small products are dispensed through the coin-operated machines. For example, ATM, PCO Coin Boxes, etc.

11. By Location of Facilities or a Cluster:

Retailers can be classified based on the location of their facilities. Retail store can be a freestanding store that stands alone and unattached to other retailers or it can be a part of the cluster.

(a) Freestanding Stores:

The stores those stand alone and unattached to other retailers. They are not in the shopping complex and not a part of the cluster. They may be located in the residential areas. They are situated at the scattered individual locations.

(b) Fixed Location Stores:

Retail Store can be one of the outlets in the shopping mall, shopping arcade, shopping complex, and shopping centers, where many other different retailers are located. These stores are part of the neighbourhood cluster where other retailers are located. They are located in a planned shopping center, which is an integrated unit of different types of stores to satisfy customers’ needs.

For example, HUB is one of the largest shopping malls in Mumbai. It has many large retail outlets such as multiplex, McDonald’s, Subway, Foodmall, etc.

(c) Temporary Stores:

In the exhibition, fairs or shopping festivals, many shops/stalls are temporarily set up for a limited period. Many small retailers have their stalls in the general fairs or specialized fairs. For example, a retailer can have a food stall in the shopping festivals, trade fairs and industrial exhibitions, which are general fairs and wide variety of products are sold by different types of retail shops. As well as he can have his food stall in the food festivals, which is a specialized fair and many food retailers will have their shops.

Types of Retailers – Classified on the Basis of Ownership and Strategy

The decade of the 20005 will witness many dramatic changes in retailing. Many of these changes will affect the types and classifications of existing retail institutions. These institutions are generally based on some type of classification system that mirrors the retailer’s business operations.

For example, a retailer that specialises in getting the consumer a product or service in the most convenient way possible could be classified as a convenience retailer. Think of how many different retailers you know that specialise in convenience products. You have probably thought of 7-Eleven, Stop-and-Go, or perhaps even Sheetz or Loaf-and-jug. What would you call retailers that specialise in the sale of food products?

If you say “supermarkets, ” you are correct. There is some overlap among the types of retailers that exist and also some differences in the way they are classified. For example, a convenience store and a supermarket may both be classified as food retailers.

It is important to understand the types of retail institutions because they have a competitive impact on business. With this knowledge, managers are better prepared to develop comprehensive competitive analyses for use in their retail businesses. Retail professionals must strive to stay current with the numerous changes in their environments that may affect their businesses as well as their professional lives. Remember the Wal-Mart neighbourhood market concept.

1. Retailers Classified on the Basis of Ownership :

One of the first decisions that the retailer has to make as a business owner is how the company should be structured. This decision is likely to have long-term implications, so it is important to consult with an accountant and attorney to help one select preferred ownership structure.

In making the choice, the following aspects need to be considered:

(i) Retailer’s vision regarding the size and nature of his business.

(ii) The level of control he wishes to have.

(iii) The level of ‘structure’ they are willing to deal with.

(iv) The business’s vulnerability to lawsuits.

(v) Tax implications of the different ownership structures.

(vi) Expected profit (or loss) of the business.

(vii) Whether or not one is required to re-invest earnings in the business.

(viii) Retailer’s need for access to cash from the business for personal use.

We now take an overview of the some basic legal forms of ownership for retailers:

(i) Sole Proprietorships :

See also  [NEW] การเจรจาต่อรองเป็น (kantentatonong pen) แปลว่า | aec แปล ว่า - Nangdep.vn

The vast majority of small businesses start out as sole proprietorships. These firms are owned by one person, usually the individual who has the day-to-day responsibility for running the business. In this case, the retailer owns all the assets of the business and the profits generated by it. He also assumes complete responsibility for any of its liabilities or debts. In the eyes of the law and the public, the retailer is one and the same with the business.

(ii) Partnerships :

A partnership is a common format in India for carrying out business activities (particularly trading) on a small or medium scale. A business unit is generally carried out through a partnership. There is no restriction on a company’s participation in a partnership, but this is rare in practice. In a partnership, two or more people share ownership of a single business. As in case of proprietorships, the law does not distinguish between the business and its owners in partnership.

The partners should have a legal agreement that sets forth how decisions will be made, profits will be shared, disputes will be resolved, how future partners will be admitted to the partnership, how partners can be bought out or what steps will be taken to dissolve the partnership when needed.

It is hard to think about a ‘break-up’ when the business is just getting started, but many partnerships split up at crisis times and unless there is a defined process, there will be even greater problems. They must also decide up-front how much time and capital each partner will contribute, etc.

(iii) Joint Venture :

A joint venture is not well defined in the law. Unless incorporated or established as a firm as evidenced by a deed, joint ventures may be taxed like association of persons, sometimes at maximum marginal rates. It acts like a general partnership, but is clearly for a limited period of time or a single project. If the partners in a joint venture repeat the activity, they will be recognised as an ongoing partnership, and will have to file as such and distribute accumulated partnership assets upon dissolution of the entity.

(a) Taxable Income – The taxable income of a venture is determined in the same manner as in a company. Interest and remuneration payable to the ventures are treated as profit participation and added back in arriving at the venture’s taxable income.

(b) Taxation of a Foreign Venturer – A foreign venturer is taxed in the same manner as an Indian venturer, subject to the higher tax rate in the case of a non-resident corporate venturer.

(iv) Limited Liability Company (LLC) :

The LLC is a relatively new type of hybrid business structure that is now permissible in most states. It is designed to provide the limited liability features of a corporation and the tax efficiencies and operational flexibility of a partnership. Formation is more complex and formal than that of a general partnership. The owners are members, and the duration of the LLC is usually determined when the organization papers are filed.

The time limit can be continued if desired by a vote of the members at the time of expiration. LLC’s must not have more than two of the four characteristics that define corporations – limited liability to the extent of assets; continuity of life; centralisation of management; and free transferability of ownership interests.

(v) Independents :

An Independent retailer operates only one retail establishment – The majority of these stores are owner or family managed. The case of entry into this type of retailing makes the independent retail store attractive to those with few capital resources. Although independent retailers make up 80 percent of all retailers, their sales represent only 40 percent of retail sales.

Independent retailers have the advantage of being able to respond quickly to their customers’ needs and wants. In addition, the owners of independent retail operations usually have many community contacts and are active in local chambers of commerce. They rely on these connections to generate business within the community. Because many independents are located in neighbourhoods and rural locations, rental expenses tend to be less than for stores located in major shopping districts.

Due to the smaller size and location, independent retailers have greater opportunities than other types of retailers to build customer relationships. A downside to being an independent retailer is the inability to capitalise on economies of scale; therefore, the independent’s prices are usually higher than those of larger corporate chain stores.

Another disadvantage is a lower level of expertise among personnel. Because independents are traditionally smaller than corporate chains, they have a smaller personnel base. They have fewer resources for hiring and training, qualified experts in each of the functional retail areas — IMC, buying, management, and accounting.

(vi) Chains :

Corporate chain stores operate multiple (more than one) retail stores. Although the majority of chain operations are small, the bulk of sales in retailing come from the larger chain stores such as Wal-Mart, Sears, and Home Depot. Many chain stores are divisions of larger companies. Intimate Brands Company, for example, owns a number of chain stores, including Victoria’s Secret and Bath & Body Works. JC Penney Corporation owns 1, 049 domestic and international C. Penney department stores in the United States, Puerto Rico, and Mexico; 54 Renner department stores in Brazil; and the Eckerd chain of more than 2, 600 drugstores in the United States.”

The biggest advantage of operating a chain store is the ability to reduce costs through economies of scale. By purchasing in large quantities, the big chains can purchase products at reduced costs, thereby gaining the ability to pass on the lower costs to their customers. The large-volume purchases also allow these retailers to negotiate with suppliers for a lower per- product cost.

In addition to lower costs for purchases, the large chains generally use computerised systems for inventory control, ordering, and theft control. By reducing the costs associated with these functions, the chains can, once again, pass the savings on to their customers in the form of lower product and service prices.

Due to their size, chains have the advantage of using information technology more efficiently than smaller retailers. Many large chains, such as Office Depot and Target, can monitor instantly what is currently selling and what remains in inventory. Technology also allows chains to link directly with suppliers and have merchandise shipped when it falls below a given level.

Finally, chains are able to hire and train the “best and brightest” minds in the retail business and have specialists for each functional area within the business. For example, chains can have specialists assigned to the buying function as well as the selling function. Chain store operations also have some disadvantages. The biggest drawback is the cost associated with running a large operation.

As the chain’s size increases, so do its financial commitments. Furthermore, many chain operations are slower to respond to environmental problems due to bureaucracies typical in larger businesses. Another disadvantage is the difficulty in tailoring the product assortment to different geographic areas. To take advantage of economies of scale, chains often purchase the same products for all their stores.

Independents and chain operations come with unique sets of advantages and disadvantages. The disadvantages, when understood, can be minimised or eliminated by good management, however.

(vii) Franchises :

A franchise is a contractual agreement between a franchisor and a franchises. This agreement allows the franchises to operate a retail establishment using the name and (usually) the franchisor’s operating methods. Simply stated a franchisor is the owner of a franchise and can be a wholesaler, manufacturer, or service provider. McDonald’s, for example, is a franchisor.

McDonald’s creates contracts with individual owners of restaurants and allows the owners to use the McDonald’s name. The franchises is the owner of the restaurant who has a contract with McDonald’s to operate the establishment under the McDonald’s name and (usually) follow McDonald’s operating practices.

Depending on the contract, the franchises pays the franchisor a fee plus royalties, typically based on sales, for the right to own and Operate the business in a particular location (generally geographical). In return, the franchisor offers the franchises expert assistance in site selection, building requirements, IMC, employee or managerial training, and advice or requirements for product or service offerings.

The franchises receives all profits from the operation of the retail business after paying the royalty and thus is motivated to try to increase sales as much as possible. Because franchisors have more expertise in their areas and have greater resources, they generally design the systems for the operation of the franchised business.

In a franchise program, the parties gain from the increased size-of the organization and are able to share resources while dividing costs associated with running a retail operation. In comparison to other types of retailers franchisors’ networks grow rapidly with few capital and managerial resources, while franchisees gain ‘instant’ expertise as well as a large market presence.

During the past two decades, franchising has been split among product, business, and trademark franchising. In product franchising, the franchisee agrees to sell the franchisor’s products and services. In business franchising, the franchises follows– the McDonald’s model, wherein a lot of interaction goes on between frarichisor and franchises.

The franchisor provides all assistance necessary to carry out the business functions (advertising, training, site selection, accounting, planning, and other executions) while at the same time listening to the needs and wants of its franchise holders. In trademark franchising, the franchises acquires the franchisor’s identity and utilises the trademarks developed by the franchisor.

The transportation industry, in particular the automobile industry, exemplifies both product and trademark franchising. General Motors allows its dealers to sell certain products (usually divisional, such as Chevrolets or Pontiacs) and to use its trademark while selling these products. The main advantage of franchising to franchisees is that each owner (franchisee) can own and operate his or her own business with a smaller capital outlay than would be possible without joining the franchise team.

In addition, franchising breaks down a barrier to entry into the retail market by allowing the franchises to sell established brand names and products. Franchisees can also achieve economies of scale through their association with a larger, more powerful buying group, thereby bringing down their cost per unit.

Finally, the franchises gets specialised training in the functional areas of retail operations, such as advertising (IMC), retail information systems (RIS), inventory control procedures, employee/managerial development and training ;and the right to exclusivity in selling the national or regional product or service.

(viii) Leased Departments :

Another form of retail ownership is the leased department. A leased department consists of space in a larger retail store (such as JC Penney) that is rented to an outside vendor. The retail business that leases the space runs that area as if it were a small business within the larger business unit. It is generally responsible for all retail functions (in many cases including the fixtures of the leased area). In addition, the lessee pays rent for the space. Examples of leased departments often include jewellery and shoe departments in large department stores.

Because many larger stores lack the expertise for a given product line-for example, jewellery — they get the advantage of greater expertise within the store. The stores are also assured of having a product that their customers need or want. The lessee has the advantage of established customers and customer traffic for their products and services. In addition, many costs can be reduced for the lessee, such as security and parking.

(ix) Cooperatives :

There are three major types of cooperative store arrangements (also called co-ops): retail-sponsored cooperatives, wholesale-sponsored cooperatives, and consumer cooperatives. To overcome many of the disadvantages associated with being a smaller, independent retailer, some retailers band together to create a retail-sponsored cooperative, an organization that allows centralised buying and overcomes other problems involved in running a small retail operation.

Through centralised buying, member retailers can take advantage of the price savings that accompany large purchases from vendors. In addition, retailers can improve their operating efficiency by sharing methods developed by the cooperative organization. An example of a retail-sponsored cooperative is Carpet One, a national cooperative of independent floor retailers.

See also  [Update] 10 แอพตัวบล็อกโฆษณาที่ดีที่สุดสำหรับ Android (รุ่น 2021) | กําจัดโฆษณา android - Nangdep.vn

A wholesale-sponsored cooperative is developed, owned, and run by a group of wholesalers. The wholesaler groups generally offer integrated retail programs to smaller, independent retailers. The wholesalers may offer the independents services such as warehousing and transportation. In addition, members receive additional services (many fee based) such as site selection, store displays, and other merchandising methods. An example of a wholesale- sponsored cooperative is Blooming Prairie (www(dot)bpcoop(dot)com), which has been distributing natural foods throughout the Midwest since 1974.

In a consumer cooperative, the consumers themselves own and operate the retail establishment. Generally, consumer cooperatives come about because members believe they can offer products and services at a lower price than traditional retailers. Often these consumers believe there is a need in the marketplace traditional retailers are not serving.

It may be, for example, that a group of consumers believe a traditional retailer isn’t being environmentally friendly and in response join forces and form a co-op more responsive to environmental concerns. In the banking industry, consumer cooperatives have emerged in response to a perceived lack of sensitivity to the consumer by traditional banks. These cooperatives are known as credit unions.

Suppose you and your classmates have been discussing the high cost of textbooks. You decide that you can offer textbooks cheaper than the traditional publishing houses, so you go into business. Your first job is to create a company and look for substantial company investment. Next, you elect company officers and establish the amount of time each “employee” needs to devote to running the business. You need managers and personnel to sell and buy the products (textbooks).

In addition, you need an accountant and perhaps some retail and marketing professionals. Finally, you may want to hire a lawyer to make sure you are compliant with all laws and regulations involved in running your business. You need to find an acceptable site and negotiate rates for rent or purchase.

In the end, you and your investors will share the profits you have earned through the development of this cooperative. You may discover that it takes a lot of time, effort, and money to sell textbooks through a cooperative and that they may not be as overpriced as you previously thought.

2. Classification by Strategy :

Retail stores are often classified by the types of strategies they employ in selling their goods and services.

This section is divided into two major strategic categories:

1. General merchandise retailers and

2. Food retailers.

1. General Merchandise Retailers :

General merchandise retailers are involved, obviously, in the sale of general, nonfood merchandise. Almost any nonfood item falls into this category. This article discusses the major types of general merchandise retailers. According to the US Census Bureau, general merchandise sales in the United States were over $450 billion for the year 2002, making general merchandise retailing a powerful retail institution.

(i) Department Stores :

Department stores are large retailers that carry a wide breadth and depth of products. In addition, they offer more customer service than their general merchandise competitors. Department stores are so named because they are organized by departments — such as juniors, men’s wear, or lingerie.

Each department acts as a ‘ministore.’ The department is allocated sales space and managers and sales personnel that pay particular attention to their departments., Often departments are responsible for their own IMC, which is coupled with the store’s overall IMC executions.

Department stores often are the anchors of major shopping centres. Macy’s, Nordstrom, Bloomingdale’s, Saks Fifth Avenue, JC Penney, and Dillard’s are some of the larger department stores. Most, but not all, department stores are parts of a large chain.

Department stores have a perceptual advantage because they use IMC more than most other types of retailers. Department stores utilize newspapers, magazines, radio, television, and direct mail to deliver their marketing communications. Due to overstoring, most of the promotional budgets are geared to sale advertising. Couponing, historically used by grocery stores, has been used to generate sales. Unfortunately, the use of coupons diminishes profits and creates a situation where consumers do not buy unless they receive some type of discount.

In recent years, department store sales have slowed because of the appearance of specially retailers and full-line discount stores such as Target, Kmart, and Wal-Mart. Strategies for success in department store retailing include expanded customer service, sales training for sales personnel, exciting IMC (especially at point of sale), and the elimination of nonproductive, slow-selling products.

A movement is under way in department store retailing to generate more research in the area of consumer information to be used to create better customer relations. In addition, department stores have moved toward greater centralisation in their buying and IMC areas. A key to successful retailing in department stores is the use of store brand names to develop customer loyalty.

In an attempt to retain and attract new customers, department stores are being more innovative. For example, Macy’s invested $100 million to make over 42 of its stores. The renovations included shopping carts, bright signage, customer price-scanner stations, and lounges. Saks Inc. partnered with Smith & Hawken to set up garden boutiques in 243 stores, and Sears, Roebuck and Co. brought Lands’ End clothing into its stores and changed its electronics department to include high-end items.

(ii) Discount Stores :

Full-line discount stores can also fall under the US Census Bureau definition of a department store. The difference between a department store and a full-line discount store lies in the service and merchandise areas. Discount stores generally offer limited customer services but have merchandise priced below that of department stores. In addition, the products sold at some discount stores tend to be less fashionable than similar merchandise carried at larger department stores. Wal-Mart, Target, and Kmart are the world’s largest discount retailers.

The main strategy employed by the discounter is to develop an image of high-volume, low-cost products. Since strong national discount retail chains began in the 1960s, they have taken a large share of the market away from traditional retailers. This trend continues. Discount retailers’ sales climbed from $2 billion in 1960 to over $300 billion in 2001. Wal-Mart is the nation’s leading discounter with 2001 annual sales of $220 billion, followed by Target ($39 billion) and Kmart ($37 billion). The 2002 sales numbers were $280 billion for Wal-Mart, $ 40 billion for Target, and $36 billion for Kmart.

A key factor spurring the growth of discount retailers is value consciousness. This change began in recessionary periods but has cut across all economic climates and income levels. The rise in discount retailers has been due in part to the attention they have paid to their core competencies, such as low prices and a wide selection of products.

Many customers no longer see any added value in paying higher prices at traditional department stores. The department stores have lost their differentiation of quality customer service. Thus, discount retailers have captured a significant share of the overall general merchandise market.

(iii) Specialty Stores :

Specialty stores carry a limited number of products within one or a few lines of goods and services. They are so named because they specialise in one type of product, such as apparel and complementary merchandise. Specialty stores utilize a market segmentation strategy rather than a typical mass marketing strategy when trying to attract customers. They tend to create a market niche for their product assortments. Although they do not carry a large number of product lines (width), they offer many products within each line (depth). Specialty retailers tend to specialize in apparel, shoes, books, toys, auto supplies, jewellery, and sporting goods.

Customers frequent specially stores because of the extensive assortments and personal service provided. For example, the Great American Spice Co. boasts 3, 200 items including Ashwagandha root powder and Kittens’ Big Banana hot sauce. The online store has over 25, 000 recipes. Specialty stores’ staff tends to be more knowledgeable about the products sold.

In addition, specialty stores often offer a more physically comfortable shopping atmosphere. The larger specially stores include Borders Books, Toys “R” Us, Gap, Circuit City, Office Depot, and Best Buy. Smaller specially stores include GNC (vitamins and other food supplements), Hallmark, The Body Shop, and The Rocky Mountain Chocolate Factory.

In recent years, specially stores have seen the emergence of the category killer. Category Killers (sometimes called power retailers or category specialists) are generally discount specially stores that offer a deep assortment of merchandise in a particular category (books, toys, shoes, sports items, etc.). Blockbuster Video, for example, offers a large selection of DVDs and VHS tapes at a relatively low price.

Other examples include Babies “R” Us and Toys ‘R’ Us. Some shoppers do not want a ‘huge’ store atmosphere. Therefore, many category killers have created additional retail venues that carry some of the same merchandise but are downsized to give the customer a smaller, more intimate store. Home Depot, for example, has created a number of smaller stores (called Villager Hardware) to satisfy those customers who prefer the smaller store format.

(iv) Off-Price Retailers :

Off-price retailers resemble discount retailers in that they sell brand-name merchandise at everyday low prices (EDLP). Off- price retailers rarely offer many services to customers. The key strategy of off-price retailers is to carry the same type of merchandise as traditional department stores but offer prices that can be 40 to 50 percent lower.

To be able to offer lower prices, off-price retailers develop special relationships with their suppliers for large quantities of merchandise. Inventory turnover is the key to a successful off-price retailing business. Because of this, the buying strategy developed and executed by off-price retailers is very aggressive.

In addition to purchasing closeouts and cancelled orders, off-price retailers negotiate with manufacturers to discount orders for merchandise that is out of season or to prepay for items to be manufactured, thus reducing the buying prices of those items. Because off-price retailers do not ask the manufacturers for additional services such as return privileges, advertising allowances, or delayed payments, they are often able to get reduced prices for the merchandise they purchase.

There are many types of off-price retailers, including outlet stores. Manufacturers, department stores, or even specially store chains can own off- price stores. Stores owned by the manufacturer are usually referred to as factory out- let stores. One-price stores, such as dollar stores, are also considered off-price retailers. This type of store offers every product at the same price.

Consumers like these stores because they know exactly how much each product costs. In each of these stores, most merchandise is discounted for the reasons, or the merchandise has been specifically made to sell at a lower price.

In addition to outlet stores are closeout retailers, which sell broad assortments of merchandise that they purchase at closeout prices, and flea markets, where many vendors sell used as well as new and distressed merchandise.

(v) Food Retailers:

There are many types of food retailers. To make their classifications easier to understand, this section is broken down into the main types of food retailers that operate in the United States and around the world. The premier association for food retailing is the Food Marketing Institute (FMI). FMI conducts programs in research, education, industry relations, and public affairs on behalf of its member companies-food retailers and wholesalers.

To learn more about this important group, access their website at www(dot)fmi(dot)org. In addition, Saint Joseph’s University, in Philadelphia, has a very strong academic program in food retailing and marketing, with a wealth of information and experts in the area of food marketing. For more information, write to Erivan K. Haub School of Business, Saint Joseph’s University, 5600 City Avenue, Philadelphia, PA 19131-1395.

To remain competitive in the mature food retail business, many retailers are carrying merchandise outside their traditional lines. “As the mass merchandisers industry begins to mature, this channels vigorous focus on food as a vehicle for growth results in super centers that are beginning to look similar to conventional grocery stores.

The conventional supermarket channel, in turn, has fought back with an expanded offering of general merchandise and various other peripheral departments that are beginning to look a lot like the super centre format. The net result is a blurring of the retail channels.” Nevertheless, there are general categories into which food retailers fall.

See also  [Update] 10 โรงแรมที่ดีที่สุดในเซินเจิ้น ประเทศจีน (ราคาเริ่มต้นที่ VND 661,941) | เซินเจิ้น - Nangdep.vn

(vi) Conventional Supermarkets :

Conventional supermarkets are essentially large department stores that specialise in food. According to the Food Marketing Institute, a conventional supermarket is a self-service food store that generates an annual sales volume of $2 million or more. These stores generally carry grocery, meat, and produce products.

A conventional food store carries very little general merchandise Supermarkets first appeared in the 1930s, when food retailers found they could increase the size of their operations to persuade customers to make purchases by offering more products at lower costs. Piggly Wiggly was the first self-service store (opened in 1916); the first supermarket was King Kullen Grocery Company in New York (1930).

In 2002, there were about 33, 000 supermarkets in the United States, accounting for approximately $411.8 billion in sales. Average weekly sales per supermarket were $361, 564.26 Chain Supermarkets accounted for $340.5 billion in sales, representing 82.7 percent of the total $411.8 billion. One benefit that accompanied the development of supermarkets was increased Impulse buying.

Impulse purchases are those that haven’t been planned. Shoppers at conventional supermarkets generally prepare a list of items needed for their households. While in the supermarket, however, they may find some tempting items that weren’t on the list and may purchase them on the spot, or by impulse.

The key to successful supermarket sales is high inventory turnover. Because supermarkets have a great deal of competition from convenience stores, warehouse stores, and superstores, they must develop an effective strategy to keep their customers coming back.

To compete effectively, many supermarkets have developed intensive IMC programs that offer their customers many types of promotions — such as coupons, advertisements, fliers, free samples, and customer affinity cards. The strategic use of couponing, coupled with other promotions such as double or even triple manufacturer coupon values, is called hi-lo pricing.

Other supermarkets do very little promotion; instead they rely on consistently low-priced merchandise sales. By selling the merchandise at the basic same low price each day, they are utilising a strategy known as everyday low pricing, or EDLP.

On a day-to-day basis, the listed prices at an EDLP supermarket are lower than those at a promotional supermarket. At a promotional supermarket, customers must rely on their coupons and take advantage of the store’s promotional activities to keep their overall purchase costs lower.

(vii) Superstores:

One of the biggest trends over the past twenty years in food retailing has been the development of superstores. Superstores are food-based retailers that are larger than the traditional supermarket and carry expanded service dell, bakery, seafood, and nonfood sections. Superstores vary in size but can be as large as 150, 000 square feet. Generally they are no smaller than 20, 000 square feet.

Wegmans Food Markets, Inc., is an example of a superstore, although the stores refer to themselves as supermarkets. Typical stores run 80, 000 to 130, 000 square feet and carry more than 60, 000 products, compared to an average of 40, 000 products for supermarkets. Typically included in Wegmans stores are bakeries, ready-to-cook meat and seafood entree sections, international foods, photo labs, floral shops, and a fun centre for kids to play in while their parents shop.

(viii) Combination Stores:

Because shoppers have been demanding more convenience in their shopping experiences, a new type of food retailer has been emerging. Called a combination store, this type of retailer combines food items with nonfood items to create a one-stop shopping experience for the customer.

In general, customers can find general merchandise along with food products and can take all these products to a common checkout area. Combination stores emerged in the mid-1960s and early 1970s and grew rapidly. Combination stores can be as large as 100, 000 or more square feet.

In 1934, Hendrik Meijer started one of the first combination stores in the United States, in Greenville, Michigan Melier (www(dot)Meijer(dot)com) is a family- owned and operated retailer with 157 stores throughout Illinois, Indiana, Kentucky, Michigan, and Ohio. Meijer customers can select from a full range of attractively displayed food products, as well as toys, sporting goods, clothing, health and beauty aids, domestics, furniture, gifts, small appliances, and other products.

(ix) Super Centres and Hypermarkets :

A super centre is a combination of a superstore and a discount store. Super centers developed based on the European hypermarket, an extremely large retailing facility that offers many types of products in addition to foods. In super centers, more than 40 percent of sales come from nonfood items.

Super centers are the fastest-growing retail category and encompass as much as 200, 000 square feet of area; Wal-Mart is the category leader with a 74 percent share of super centre retail sales. Wal-Mart is focusing on the food industry to spur growth. By 2005, Wal-Mart expects food sales to contribute more than 20 percent of total divisional sales.

The key to a successful super centre is sales of food products at very low prices to stimulate customer traffic and sales of nonfood items with higher markups. The market area for super centers is much greater than that for the other food retailer classifications. This means customers are willing to drive longer distances to visit super centers than to visit any other type of food retail centre.

The major disadvantage of super centers is that customers may not want to frequent them for small purchases. Because the centers are so large, it is often difficult to find the exact product one is looking for in a reasonable period of time.

(x) Warehouse Clubs and Stores :

Warehouse clubs and warehouse stores (also known as club stores) were developed to satisfy customers who want low prices every day and are willing to give up service needs. These retailers offer a limited assortment of goods and services, both food and general merchandise, to both end users and small to midsize businesses.

The stores are very large and are located in the lower-rent areas of cities to keep their overhead costs low. Merchandising within the store is almost nonexistent, and pallets are used extensively. Steel shelving and concrete floors are common.

Generally, warehouse clubs offer varying types of merchandise because they purchase products that manufacturers have discounted for a variety of reasons (overruns, returns, and so on). Warehouse clubs rely on fast-moving, high- turnover merchandise. One benefit of this arrangement is that the stores purchase the merchandise from the manufacturer and sell it prior to actual, having to pay the manufacturer.

Typically, warehouse clubs and stores charge their customers an annual membership fee. These fees vary but generally are around $30 to $40. Warehouse clubs may require that customers be affiliated with a government or business entity, such as a credit union, local business, or university. Many warehouse clubs do not carry perishable items, or carry a limited amount, because of the costs associated with storing them. Among the larger warehouse stores are Costco Wholesale, Sam’s Club, and Bj’s Wholesale Club.

(xi) Convenience Stores :

As the name suggests, convenience stores are located in areas that are easily accessible to customers. Convenience stores (also called c-stores) carry a very limited assortment of products and are housed in small facilities. The major sellers in convenience stores are cigarettes, accounting for about 25 percent of in-store sales, and nonalcoholic beverages, which amount to about 15 percent. Owners of convenience stores locate in neighbourhoods and try to intercept consumers between their homes and places of employment.

The strategy convenience stores employ is ‘fast shopping’ – consumers can go into a convenience store, pick out what they want or need, and check out in a relatively short time. They don’t have to search for the products they want, and they don’t have to wait a long time in line to pay. The vast majority of products purchased at convenience stores are consumed within an hour after purchase.

Due to their high sales, convenience stores receive products almost daily because convenience stores don’t have the luxury of high-volume purchases, and because many of the products are impulse purchases, most products are priced relatively high.

In recent years, many convenience stores have added gasoline to their product mix; gasoline now accounts for the majority of sales for those stores carrying this product. In addition, convenience goods such as milk, eggs, tobacco, soft drinks, and beer are among the largest sales items.

(xii) Limited-Line Stores :

Limited-line stores, also known as box stores or limited-assortment stores, represent a relatively small number of food retail stores in the United States. Limited-line stores are food discounters that offer a small selection of products at low prices. They are no-frills stores that sell products out of boxes (or shippers). Limited-line stores rarely carry any refrigerated items and are often cash-and- carry, accepting no checks or credit cards.

Limited-line store customers do their own bagging and frequently bring their own bags or purchase bags from the retailer. In a limited-line store, the strategy is to price products at least 20 percent below similar products at conventional supermarkets. Many of these stores focus “on private labels, which eliminates the need for manufacturers to recoup the costs of advertising and sales promotions.”

Aldi is an example of a successful limited-line retailer. Located in Europe and the United States, Aldi has about 570 stores in the United States alone. Its product line includes a little more than 700 most-often-used products for the average home. In comparison, most full- line grocers offer more than 25, 000 items.

Types of Retailers – Classified on the Basis of Size, Geographic Location, Product-Line Method and Form of Ownership

1. Size – That is according to their sales volumes during a particular period, say a year. Retailing may be both a small scale and a large scale operation; and it may be integrated and non-integrated.

2. Geographic Location – The stores classified according to these criteria tell about consumer buying habits. The retailers may be found in rural trading centre, large cities, outlying suburbs, or along the main streets of a town.

3. Product-line handled – That is according to the goods dealt with. They may be classified – (a) General merchandise stores (such as department stores, dry goods stores, variety stores, and general stores) dealing in furniture, home furnishings, appliances, household goods, groceries, drugs, convenience goods and shopping goods; (b) single-line stores, dealing in assorted group of products (such as grocery stores, furniture stores, medical stores, building material stores, hardware stores, sporting goods stores, cloth stores and book stores); they may also carry two related lines, such as men’s and women’s clothing; (c) Limited-line or specialty stores, which carry a limited variety of products such as shopping or convenience goods — apparel, shoes, gifts and decorative accessories selling stores.

4. Form of Ownership – On this basis we have independent stores and corporate chain stores; less important are leased department, company stores, consumer co-operatives, etc.

5. Method of Operation – On this basis retailers may be of two types; (a) full-service retailers, where the sale is generally made at the counter, especially of high- fashion goods or where a salesman’s demonstration, explanation or fitting is needed. Such retailers are super markets, and discount retailers (b) non-store retailing, where buyers and sellers meet and transact their business at the buyer’s home or at some other non-store location, known as door-to-door or house- to-house selling. Major forms of non-store retailing are mail order selling, automatic vending and personal selling on a door-to-door basis.


PIM005 ชม.10 1 6 สิ่งที่ร้านค้าปลีกในปัจจุบันควรมี Part 1


นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูเพิ่มเติม

PIM005 ชม.10 1  6 สิ่งที่ร้านค้าปลีกในปัจจุบันควรมี Part 1

ปรับพื้นฐาน การค้าปลีกและการค้าส่ง บทที่2


สื่อการเรียนการสอนออนไล์

ปรับพื้นฐาน การค้าปลีกและการค้าส่ง บทที่2

e_RMUTT ตอนที่ 1 เรื่องความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีก 1/10


วิชาการบริหารการค้าปลีก ตอนที่ 1 เรื่องความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีก โดย ผศ.สุพรรณี อินทร์แก้ว สาขาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มทร.ธัญบุรี

e_RMUTT ตอนที่ 1 เรื่องความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีก  1/10

หลักการบริหารจัดการร้านค้าปลีก


หลักการบริหารจัดการร้านค้าปลีก

ประเภทของร้านค้าปลีก Ep.2/2


สำหรับใช้เรียนในวันที่ 6 และ 7 กค.64 (Part 2)

ประเภทของร้านค้าปลีก Ep.2/2

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูบทความเพิ่มเติมในหมวดหมู่Wiki

ขอบคุณมากสำหรับการดูหัวข้อโพสต์ ประเภทของการค้าปลีก

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *