Home » [Update] รีวิว : Leica M240 ฉบับไทย | กล้อง leica ดียังไง – Nangdep.vn

[Update] รีวิว : Leica M240 ฉบับไทย | กล้อง leica ดียังไง – Nangdep.vn

กล้อง leica ดียังไง: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

          เอาละครับ ถึงเวลาที่ผมอยากจะรีวิวกล้องหลักตัวปัจจุบันของผมกันซึ่งบล็อกนี้ใช้เวลาเกือบครึ่งปีกว่าจะเขียนเสร็จ แล้วเจ้ากล้องตัวนั้นก็คือเจ้า Leica M240 ซึ่งจากบล็อกก่อนหน้านู้นที่ผมเคยพูดถึงความร้ายกาจของเจ้า Leica M8 จากที่ผมได้เคยรีวิวไปในบล็อกก่อนหน้า แม้ผมจะยังใช้เจ้า M8 ได้ไม่นานพอจะรู้ทุกฟังก์ชั่น แต่แค่มาตอนแรกก็ปวดหัวมากแล้วครับ ใช้ได้แค่อาทิตย์เดียวก็ต้องคืนไป แถมยังเสียค่าใช้อีกด้วย ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่แย่พอสมควรกับกล้องที่เราอยากได้ แต่ในความแย่ก็ยังดีที่เราได้เรียนรู้แล้วก็นำมาแชร์เป็นประสบการณ์ให้กับคนอื่นได้ทราบถึงปัญหาครับ

          เข้าเรื่องครับ หลังจากผมผิดหวังกับเจ้า M8 ผมก็คิดว่าจะไปที่ M9 แต่ด้วยความเป็น CCD ก็กลัวจะเกิดปัญหา banding อีก ถึงแม้ปัญหานี้จะเป็นเหมือนดวงซวยที่เกิดมาพบเจอกัน ซึ่งจริงๆมันก็สามารถแก้ไขได้ ด้วยการส่งไป Remap หรือแก้ไขโดยโปรแกรม แต่ก็นั่นแหละครับ ผมจึงเลือกตัวที่ใหม่กว่า อย่างเจ้า M240 เพื่อหวังว่าจะไม่ต้องพบเจอกับปัญหาอีก ผมก็ไปศึกษาว่าใครซื้อไปเกิดปัญหาตรงไหนมั้ย แต่โดยรวมก็ไม่เกิดปัญหาร้ายแรงอะไรครับ ก็เลยตัดสินใจว่าโอเค จะซื้อเจ้านี่แหละ จริงๆผมอยากได้เจ้า MP240 มากกว่า แล้วก็คิดว่ามันไม่ต่างไรนอกจากแค่ไม่มีจุดแดง และมีข้อแตกต่างอีกนิดหน่อย ซึ่งไม่มีสาระสำคัญกับผม ซึ่งหากซื้อก็ต้องเติมเงินอีกพอสมควร เลยเอา M240 ธรรมดาพอก็ได้ ก็ไปตามหาครับ ก็เจอคนขายใยราคาที่ ณ ตอนนั้นถือว่าถูกและสภาพดีมาก จึงตกลงซื้อครับ ขอบอกว่าผมก็ได้ประสบการณ์มาบ้างแล้วจากครั้งที่แล้ว ก็พกคอมไปเพื่อเปิดดูไฟล์แล้วก็ทดสอบกล้องก่อนซื้อ โดยกล้องที่ผมซื้อนี้เป็นกล้องที่เจ้าของเก่าซื้อมาจากร้าน fotofile MBK อีกที ก็ถือว่าโอเคระดับนึงครับ มีที่มาที่ไปหน่อย กล่อง ใบ อุปกรณ์ครบครับ serial ก็ตรงกันหมด ถือว่าผ่านครับ ผมก็ตกลงรับมาไว้เป็นลูกรัก

มาพูดถึงสเป็คคร่าวๆกันหน่อยครับ

Type                            :          Rangefinder

Lens Mount               :          M Mount

Release date              :          2012

Sensor                        :          CMOS Full Frame 24 MP

Viewfinder                :          Optical Rangefinder x 0.68

ISO                              :          Auto , 200 – 6400 Entendable  to 100

Exposure                   :          ±3 EV

Low.Shutter Speed  :          60 sec

Max.Shutter Speed  :          1/4000 sec

Screen Size                :          3″

Video                          :          1920×1080 ( 25p / 24p )

Wifi                             :          No

Weight                        :          680 g.

          มาพูดถึงส่วนต่างๆกันครับ สรุปข้อดีข้อเสียที่ผมชอบและไม่ชอบในแต่ละส่วนกันครับ ผมจะขอแยกเป็นข้อๆเหมือนเดิมนะครับ แต่ในบางฟังก์ชั่นหรือบางจุดผมอาจจะอธิบายได้ไม่ละเอียดมากนัก เนื่องจากผมยังไม่ได้ใช้ครบทุกฟังก์ชั่น จะใช้แต่ฟังก์ชั่นหลักๆ แล้วก็ไม่ได้ศึกษารายละเอียดแบบยิบย่อยมากนัก เอาความรู้สึกส่วนตัวจากการใช้ของผมเป็นหลักนะครับ ผิดพลาดประการใดขออภัยไว้ ณ ที่นี้ก่อนเลยนะครับ

Body

          ในส่วนของบอดี้มีขนาดใหญ่ขึ้นครับ เมื่อเทียบกับ M8 และ M9 เนื่องจาก M240 มีการเพิ่ม option ในการถ่ายวีดีโอเข้าไป ( ซึ่งตรงนี้ผมก็ยังไม่เคยลองใช้ตัววีดีโอ ) การออกแบบเจ้านี่ถือว่าดีเลยครับ ผมชอบที่ไลก้าออกแบบให้มีปุ่มฟังก์ชั่นด้านหน้า และออกแบบให้เหมือนมี Thump up ไว้ตรงบริเวณหลังกล้อง ซึ่งมันทำให้หยิบจับกล้องได้ถนัดมือมากขึ้นครับ ยิ่งเวลาถ่าย เราเอามือวางกันลื่นได้ดีเลยครับ และมันก็ไม่ใช่แค่การออกแบบให้ถนัดมือเฉยๆ มันยังมีตัว Dial เป็นคีย์ลัดในการเข้าถึงเมนูต่าง พูดถึงบอดี้ ยังคงเป็นทองเหลืองครับ มันยังคงลอกได้ บางคนก็ชอบให้ลอกเห็นทองเหลือง แต่สำหรับผมแล้วกลัวมากครับ 555 ผมไม่อยากให้ทองเหลืองลอกเลย แม้จะติดสติ๊กเกอร์กันไว้ แต่มันก็ไม่ได้ครอบคลุมทุกส่วนครับ รักษายังไงมันก็ลอกอยู่ดี เพราะผมใช้ หยิบจับเกือบทุกอาทิตย์ครับ ในเรื่องของน้ำหนักก็หนักราวๆ 680 g. ถือว่าหนักพอสมควรครับ ยิ่งบวกกับเลนส์ที่หนักๆ ถ้าเอาไปห้อยคอนี่คออาจหักได้ครับ 555 ต้องระวังกันครับอาจทำให้คอเคร็ดได้เลยทีเดียว 555 แนะนำให้สะพานเฉียงแทนครับ อย่างน้อยให้บ่ารับน้ำหนักแทนน่าจะดีกว่าครับ ส่วนของหนังหุ่มกล้องผมว่าดีกว่าหนังหุ้มของ M8 มาก จับแล้วรู้สึกว่ามันเป็นหนังจริงๆ มีความหนืดมือเรามากกว่า แต่ก็ถลอกง่ายอยู่บ้างครับ ต้องระวังครับ

Button

See also  [NEW] | ต้นกล้วย ภาษาอังกฤษ - Nangdep.vn

ในเรื่องของปุ่มกดก็แบ่งปุ่มกดออกเป็น 6 ปุ่ม บวกกับ 1 ปุ่ม info และปุ่มเลื่อนขึ้นลงซ้ายขวา โดยใน 6 ปุ่ม ก็จะแบ่งได้ตามนี้ครับ

  • ปุ่ม LV หรือ Live View การที่ไลก้าใส่ live view มาให้ในกล้องก็เป็นเรื่องดีเหมือนกันครับ เพราะกล้องไลก้านั้นมีเฟรมไลน์จำกัด การที่กล้องมี live view โดยเฉพาะเวลาใช้เลนส์ในระยะที่ไม่มีในเฟรมไลน์ อย่างเช่น 15mm , 24 mm , 40mm เป็นต้นครับ จะทำให้เราสะดวกวบายตามากขึ้น และก็ไม่ต้องมากะว่าไอเลนส์ระยะนี้ เฟรนมไลน์มันควรอยู่ในกรอบแค่ไหน ถือว่าเป็นข้อดีของ M240 เลยครับ แต่สำหรับผมแล้วแทบจะไม่ได้ใช้เลย เพราะผมชอบมองและถ่ายผ่านช่องมองภาพมากกว่าครับ
  • ปุ่ม PLAY ปุ่มนี้เป็นปุ่มที่มีไว้เพื่อกดดูรูปครับ
  • ปุ่ม Delete ปุ่มนี้ก็สำหรับลบรูปครับ ซึ่งการจะลบรูปของกล้อง คำสั่ง ok จะไม่ใช่ปุ่ม info ครับ แต่จะการกดด้วยปุ่ม set แทนครับ
  • ปุ่ม ISO ไว้ปรับตั้งค่า iso ซึ่งจะปรับเลื่อนเพิ่มขึ้นลดลง ควบคู่กับ Dial ครับ iso ของ M240 นั้นปรับได้ตั้งแต่ 100 ครับ ไปจนถึง 6400 แต่เอาจริงๆ สำหรับผมใช้แค่ 1600 ก็สุดๆแล้วครับ เกินนี้ไม่ค่อยได้ใช้ แล้วรูปก็ไม่ค่อยไหวด้วย
  • ปุ่ม MENU ปุ่มนี้มีเวลาตั้งค่าต่างๆในตัวกล้อง จะมีด้วยกัน 5 หน้า

This slideshow requires JavaScript.

  • ปุ่ม SET ปุ่มนี้เป็นเหมือนปุ่ม MENU แต่เฉพาะเจาะจงฟังก์ชั่นที่เรามักใช้ในการถ่ายรูปครับ จะคล้ายอารมณืปุ่มลัดฟังก์ชั่นของกล้องตัวอื่น ซึ่งทางไลก้าก็ออกแบบเมนูนี้ให้ครอบจักรวาลแล้ว เพราะมันคือฟังก์ชั่นที่เราจะต้องปรับต้องใช้ทุกอัน ยกเว้นอันเดียวคือโหมด Video โหมดเดียวที่ผมไม่ได้ใช้เลย
  • ปุ่ม INFO ก็ทำหน้าที่เป็นปุ่ม OK แล้วก็ยังดูข้อมูลของแบตเตอรี่และ SD Card ว่าเหลือพื้นที่เท่าไหร่ ซึ่งผมว่าการที่ข้อมูลบอกเป็นเปอร์เซ็นแบบนี้ดีมากเลยครับ ดูง่าย

LCD SCREEN

          ในส่วนของหน้าจอ มีขนาด 3 นิ้วครับ ใหญ่กว่าของ M8 และ M9 และที่สำคัญคือมัน ชัด กว่ากันเยอะมาก นี่คือจุดเด่นอีกหนึ่งจุดที่ปรับปรุงมาใหม่ มันมองแล้วสบายตาขึ้นมากครับ คือเราเห็นองค์ประกอบของภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เวลาถ่ายเสร็จตรงไหนที่โฟกัสเข้า ตรงไหนโฟกัสไม่เข้า มันสามารถดูได้ทันทีครับ ไม่เหมือนกับ M8 ที่ผมเคยใช้ ( แม้จะระยะสั้นๆ ) แต่ภาพจาก LCD M8 นี่แทบจะบอกอะไรไม่ได้เลย หากเราไม่ทำการขยายรูปเข้าไปดู เราจะไม่รู้เลยว่าเราโฟกัสเข้าหรือไม่เข้า นี่ถือเป็นข้อดีของเจ้านี่เลยครับ อีกหนึ่งอย่างที่เจ้า M240 ทำได้ก็คือการใช้ LCD ดู Live View ครับ ซึ่งสมารถใช้ดูในเวลาที่เราใช้เลนส์ระยะที่ไม่มีในเฟรมไลน์ หรือเราอยากจะเปิดใช้ในมุมที่ต้องก้มๆเงยๆ และในเวลาที่เราถ่ายวีดีโอ ก็ถือว่าดีเลยครับ ครอบคลุมมาก แต่ผมไม่ค่อยได้ใช้หรอกครับ 555 ซื้อกล้อง Rangefinder ก็อยากใช้แต่ Rangefinder  แต่มีข้อเสียอยู่นิดนึงคือ เลนส์บางเลนส์ เช่น เลนส์เก่าๆ อย่างตัว Jupiter 8 ของผมถ้าไม่เข้าไปตั้งค่าให้กล้องรู้ว่าเป็นเลยส์ระยะอะไร กล้องก็จะไม่สามารถใช้โหมด Live View ได้ครับ เพราะกล้องไม่สามารถรู้ว่าเลนส์ชนิดนี้คือเลนส์อะไรก็เลยไม่ทำงาน ขึ้นเป็น error แทน ดังนั้นต้องเข้าไปตั้งค่าก่อนครับ ถึงจะใช้ Live View ได้ อีกปัญหานึงของหน้าจอ LCD ของ M 240 คือ มันติดเหลืองครับ ไม่แน่ใจว่าคำว่าติดเหลืองของคนอื่นคือยังไง แต่สำหรับผม เวลาที่ดูรูปหลังกล้องกับรูปจากในมือถือหรือในคอม สีของรูปจะเพี้ยนไปเลยครับ ออกไปทางโทนติดเหลือง จึงเป็นที่มาของคำว่าติดเหลืองครับ ซึ่งรุ่นหลังๆที่ผลิตออกมาเขาว่าไม่เจอปัญหานี้นะ ในเรื่องของกระจก LCD ของ M240 ผมไม่แน่ใจว่ามันทำมา Gorilla Glass รึเปล่า แต่มันยังไม่ใช่กระจกแบบ Sapphire ที่ใช้บน MP240 ก็เลยทำให้ราคาถูกกว่า ซึ่งนี่คือจุดที่ต่างกันครับ

Film Simulate

ในส่วนนี้เป็นหนึ่งฟังก์ชั่นที่ผมชอบมากครับ เนื่องจากมันสามารถปรับได้ ถึง 4 โหมด ดังนี้ครับ

โหมด off ( ภาพซ้ายมือ ) / โหมด Vivid Color Film ( ภาพขวามือ )

โหมด Smooth Color Film ( ภาพซ้ายมือ ) / โหมด Black-and White ( ภาพขวามือ )

( ปล.ภาพฟิล์มโหมดทุกภาพถ่ายที่ iso400 speedshutter 1/60 f1.4 )

           ผมไม่อยากจะพูดว่าโหมดไหนสวยสุดหรือควรใช้โหมดไหนถ่าย เพราะแต่ละโหมดก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน มีพี่ท่านนึงเคยบอกว่า โหมด Smooth Color Film นี้เหมือนฟิล์ม Kodak E100S ซึ่งเดี๋ยวผมจะไปลองถ่ายมาเทียบกันให้ดูครับ ว่ามันเหมือนกันมากน้อยแค่ไหน แต่โดยรวมของการใช้ๆมา ผมชอบทุกโหมดเลยนะ ติดอยู่อย่างเดียวคือการเข้าถึงฟังก์ชั่นโหมดนี้มันซับซ้อนไปหน่อย คือต้องเข้าเมนูหน้า 2 และก็ต้องมาปรับเปลี่ยนว่าอยากใช้โหมดไหน จริงๆมันควรจะไปอยู่ในปุ่ม set ครับ จะได้ใช้งานสะดวกขึ้น

Exposure Meter

          มีทั้งแบบ Advance และแบบ Classic ให้เลือกใช้ ซึ่งทั้งสองหมวดก็จะเลือกได้อีกว่าเราจะวัดแสงแบบไหน ทั้งแบบ spot ,แบบเฉลี่ยหนักกลาง ,และแบบหลายจุด ซึ่งส่วนมากผมจะใช้แบบ spot เป็นหลักครับ การวัดแสงของกล้องถือว่าฉลาดมากครับ เมื่อเทียบกับ M8 ที่เคยใช้มา นอกจากนี้ผมยังมักใช้เจ้านี่ในการวัดแสงแทน M3 ของผมด้วยครับ

Viewfinder

          viewfinder ของ M240 เป็นแบบกำลังขยาย x 0.68 ซึ่งผมคิดว่ามันเหมาะกับระยะ 35 mm ที่สุดนะ เพราะดูชัดเจน หากใช้กับระยะ 50 mm เฟรมไลน์ก็จะแคบลงไปอีก และหากใช้ 28 mm เฟรมไลน์ก็ดูเหมือนจะกว้างกว่าช่องมองภาพ ด้านเฟรมไลน์ใช้ระบบฉายแสง LED ครับ นั่นคือหากไม่เปิดกล้อง จะไม่มีเฟรมไลน์สีขาวขึ้นมา แต่หากเปิดกล้อง ก็จะมีเฟรมไลน์ขึ้นมาให้ ต่างกับ M8 และ M9 ที่เฟรมไลน์เป็นแบบค้างอยู่แล้ว ซึ่งเฟรมไลน์ตรงนี้จะเปลี่ยนให้เองตามเลนส์ที่เราใส่ครับ ไม่ต้องสับก้านแบบรุ่นอื่นๆ จริงๆก็ถือเป็นข้อดีเหมือนกันครับ ก้านสับเฟรมไลน์มันจะได้ไม่เกะกะ แล้วจุดเด่นของเฟรมไลน์ M240 อีกข้อนึงคือ มันเปลี่ยนสีได้ครับ ปกติเรามักจะเห็นเฟรมไลน์ไลน์ของกล้องเป็นสีเหลืองในกล้องรุ่นเก่าๆ และสีขาวในกล้องรุ่นใหม่ แต่ M240 มีเฟรมไลน์ให้เลือกเปลี่ยนได้ 2 สี คือสีขาว และสีแดงครับ

Speed Shutter

          กล้องมีสปีดชัดเตอร์ให้เลือกตั้งแต่ B ไปจนถึง 1/4000 ครับ ซึ่งเท่ากับของ M9 แต่ลดลงจาก M8 ที่มีถึง 1/8000 ซึ่งก็เป็นผลมาจากการที่จะรักษาชัตเตอร์ไม่ให้ชัตเตอร์เกิดการล้าเกินไป (ตามที่ผมเคยอ่านมานะครับ ) นอกจากนี้ยังมีโหมด A ที่เราเลือกปรับแค่ระยะรูรับแสงและกล้องจะคำนวณสปีดชัดเตอร์แบบ Auto ให้เราเอง ซึ่งมันก็สะดวกสบายดีครับ ไม่ยุ่งยาก ใช้งานง่าย

Battery

          แบตเตอรี่ของเจ้า M240 นี่เป็นแบตกล้องที่เรียกได้ตามสโลแกน อึด-ถึก-ทน เลยครับ ชาร์ตเต็มๆครั้งนึงแล้วถ่ายแบบทั้งวัน (เปิด-ปิดในบางช่วง และไม่ใช้ Live View เลยนะครับ ) ผมว่าน่าจะได้ 2-3 วัน คือมันทนจริงๆ ถึงมันจะก้อนใหญ่มาก ซึ่งทำให้กล้องหนักเพิ่มขึ้นด้วย แต่เป็นแบตที่พกแค่ก้อนเดียวก็พอเหลือเฟือครับ

See also  [Update] University of Aberdeen ข้อมูลการศึกษาต่อและคอร์สเรียน | aberdeen pantip - Nangdep.vn

Using

          มาพูดถึงการใช้งานกันบ้างครับ การเปิดกล้องขึ้นมาก็ถือว่าเร็วในระดับนึงครับ แต่ถ้าเทียบกับกล้องบางตัวก็อาจจะถือว่ายังไม่เร็วมากนัก การเปิดปิดจะยังเหมือนรุ่นก่อนๆครับ คือจะเลื่อนไปที่ S เป็น single mode ก็คือถ่ายภาพภาพเดียว เลื่อนไปที่ C คือ Continue ก็จะเป็นการถ่ายภาพแบบต่อเนื่อง 3 ภาพติด เลื่อนไปที่รูปเวลาก็จะเป็นโหมดตั้งเวลาถ่ายครับ เรื่องของปุ่มต่างๆที่เกริ่นไปในข้างต้น ก็จะมีงงอยู่บ้างครับ อย่างปุ่ม set กับปุ่ม ok ที่ในบางโหมดทำหน้าที่คล้ายๆกัน แต่โดยรวมแล้วพวกเมนูต่างๆถือว่าใช้งานเข้าใจง่ายครับ ฟังก์ชั่นลัดอาจจะตั้งเองไม่ได้ แต่ที่ทางไลก้าทำมาให้มันก็ถือว่าดีมากแล้ว เรื่องของเสียงชัตเตอร์นี่ผมว่าสู้ M8 ไม่ได้นะในความชอบของผม แต่ถามว่ามันเพราะมั้ย ตอบเลยว่าใช่ 555 ยังไงเสียงชัตเตอร์ของกล้องไลก้าก็คือเสียงชัตเตอร์ที่ The Best ที่สุดสำหรับผม ไม่ว่าจะรุ่นอะไร กล้องไหนมาก็ทำเสียงให้เพราะแบบนี้ไม่ได้ครับ คือผมชอบเสียงชัตเตอร์กล้องไลก้าจริงๆ เสียงของเจ้า M240 จะนุ่มนวลกว่าของ M8 เยอะครับ มันจะดังประมาณว่า ตึกแบบเบาๆนิ่มๆนุ่มๆแต่ยังรู้สึกถึงความหนักหน่วง 555 ( ฟิลลิ่งผมมั่วล้วนๆนะ ) ในส่วนของการอาการ Lag นั้น มันก็มีบ้างครับ ที่ถ่ายรูปแล้วกล้องจะ Lag นิดนึง แต่แค่นิดเดียวเท่านั้นครับ ไม่ใช่ปู่แบบ M8 อันนั้นไฟกระพริบนานจนรากงอกครับ (จริงๆก็ไม่นานขนาดนั้น แต่มันก็นานอยู่ดี ) ซึ่งเขาว่าที่ MP240 แพงกว่าก็เพราะมันมี Buffer ที่มากกว่า ทำให้โหลดรูปหลังการถ่ายได้เร็วกว่าครับ มาพูดถึงเรื่องการเอารูปออกจากกล้อง เจ้า M240 ไม่มี wi-fi ในตัวนะครับ ก็ต้องอาศัยการ์ด wi-fi ซึ่งผมก็ไม่ค่อยแนะนำเท่าไหร่นัก สำหรับตัวผมจะใช้เป็น adapter ต่อเข้ากับมือถือแทนครับ ผมว่ามันเร็วกว่า wi-fi เยอะ แล้วก็พกพาง่ายไม่ยุ่งยากครับ เรื่องของแฟลชนั่นผมใช้แฟลช manual ซึ่ง M240 ก็ลองรับครับ ไปซื้อแฟลชราคาถูกๆมาใช้ก็ได้ ส่วนเรื่องของ Visoflex หรือคือตัวต่อเพื่อให้สามารถดู Electronic Viewfinder ได้นั้น M240 ก็รอบรับครับ โดยมีทั้งของยี่ห้อ Leica เองกับของยี่ห้อ Olympus ซึ่งราคาก็แตกต่างกันตามยี่ห้อ 555 แต่ถ้าถามว่ามันดูเหมือนกันมั้ย ก็ตอบเลยว่าใช่ มันแทบจะเหมือนกัน แต่ตัวผมเองยังไม่เคยใช้นะครับ

Box Set

          จะเห็นว่ากล่องของกล้องไลก้านั้น เขาทำมาพรีเมี่ยมจริงๆครับ มีคนเคยพูดติดตลกว่า “แค่ค่ากล่องก็แพงกว่ากล้องค่ายอื่นแล้ว 555 ” มันก็ไม่น่าแพงขนาดนั้นครับ แต่ยอมรับว่าเขาทำแพ็คเกจให้ดูดีมีสไตล์มากจริงๆ ให้ความรู้สึกเหมือนเราเปิดกล่องของขวัญ แล้วอุปกรณ์ที่อยู่ในกล่องอย่างพวกสายชาร์จ ที่คล้องคอ หรืออแดปเตอร์อื่นๆก็จะอยู่ในถุงผ้าขนาดเล็ก ซึ่งมันทำให้ของดูมีราคาขึ้นมาก สิ่งสำคัญของการดูกล่องก็คือว่า Serial No. ของกล่องนอก (รูปสุดท้ายขวามือ) จะต้องตรงกับใบ Certificate ข้างในกล่องครับ (รูปสุดท้ายซ้ายมือ) รวมถึงทั้งสองที่จะต้องตรงกับ Serial No.ข้างบนตัวกล้องบริเวร hot shoe ครับ

Problem

มาถึงปัญหาของกล้องรุ่นนี้กันบ้าง ไม่ใช่ว่ารุ่นใหม่ ใช้เซ็นเซอร์ CMOS แล้วมันจะไม่มีปัญหา จะข้อพูดเป็นข้อๆละกันครับว่าผมเจอปัญหาอะไรมาบ้าง

  • ฝุ่น อย่างแรกเลยที่ผมเจอคือ ฝุ่น ปัญหานี้อาจเรียกได้ว่าเป็นปัญหาของกล้องพวก Rangefinder ก็ว่าได้ ฝุ่นชอบเข้าเซ็นเซอร์ครับ ถ่ายออกมามักมีคราบดำๆ จะเห็นต่อเมื่อใช้รูรับแสงแคบๆ มันทำให้ภาพที่เราถ่ายออกมามีมลทิลเลยก็ว่าได้ แต่กล้องก็มีโหมด Sensor Cleaning ในเมนูหน้าที่ 4 มาให้ ซึ่งต้องไปซื้อไอตัวไม้ทำความสะอาดเซ็นเซอร์สำหรับกล้อง full frame มาใช้ครับ ก็จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ครับ
  • Hot Pixel และ Dead Pixel นึกว่าจะจากกันแต่โดยดี แต่ไอปัญหานี้ก็ตามมาหลอกหลอนกันถึง M240 มันจะเป็นเหมือนจุดสีส้ม จุดสีขาว ซึ่งจะเกิดและเห็นได้ชัดในตอนใช้ iso สูงๆครับ และถ่ายภาพพื้นหลังสีเข้มๆหรือถ่ายในเวลากลางคืนจะเห็นชัดเลยครับ แต่ปัญหานี้ไม่ร้ายแรงเท่ากับตอนที่เจอใน M8 ก็คือปัญหานี้มันมีทางแก้ไข ซึ่งผมได้สอบทางกับทาง Leica Thailand แล้วว่าต้องส่งไปให้ทางสิงคโปร์ ทำการ Remap Software กล้องให้ ซึ่งทางสิงคโปร์จะทำให้นั้น ไฟล์รูปของกล้องที่เกิด hot pixel หรือ dead pixel จะต้องเป็นไฟล์ RAW เท่านั้น เขาถึงจะทำให้ครับ ซึ่งค่าทำเขาบอกว่าฟรีครับ แต่ค่าขนส่งไปทำคิด 5,500 บาท หรือถ้ามีเวลาไปเที่ยวสิงคโปร์ก็แวะไปทำได้ครับ แต่ต้องอยู่สิงคโปร์อย่างน้อยอาทิตย์นึงนะครับ 555ก็ถ้าใครมีเพื่อนไปก็ฝากเพื่อนไปทำ แล้วเราค่อยไปรับทีหลังก้ได้ครับ ถ้าเราให้ทาง Leica Thailand ส่งไปใช้เวลา 1-2 เดือนครับ ต้องบอกก่อนว่าปัญหานี้กล้อง Leica ทุกตัวเป็นนะครับ M10 ก็เป็น แต่ดีหน่อยตรงที่เอาไฟล์มาให้ทาง Leica Thailand ดูละเขาจะส่ง Email ไปขอให้ทางสิงคโปร์ส่ง software มาทำ remap ให้ที่ไทยเลย เราไม่ต้องส่งไปศูนย์ ก็ถือเป็นปัยหาหนักสุดของเจ้ากล้องรุ่นนี้แล้วหละครับ

File ภาพ

          รูปทั้งหมดที่ถ่ายออกมาไม่ผ่านการแต่งเติมใดๆทั้งสิ้นนะครับ ถ่ายยังไงมาอย่างงั้น ถ้าถามผมว่าไฟล์ภาพเป็ยนยังไงบ้าง ผมคงตอบไม่ได้ว่ามันดีแค่ไหน เพราะผมไม่ได้ลงลึกรายละเอียดถึงมิติอะไรขนาดนั้น แต่ถ้าพูดถึงว่าสีที่กล้องถ่ายออกมานั้น ผมพูดเลยว่าดีที่สุดเท่าที่เคยใช้มา ( ไม่เปรียบเทียบกับกล้องฟิล์มนะครับ ) รูปที่ถ่ายได้จากกล้องสำหรับผม ผมว่ามันดูมีมิติที่แตกต่างกับกล้องยี่ห้ออื่น สีสันที่ได้จากกล้องมันมีความละมุน มีความสดใส มีความฉูดฉาด มันผสมปนเปกันดูลงตัวอย่างบอกไม่ถูก ไม่อยากบรรยายมากครับ 555 เพราะก็อย่างที่บอกผมไม่ใช่นักวิจารณ์หรือนักรีวิวอะไร ก็เป็นผู้ใช้งานแบบผ่านๆที่มีกล้องตัวนี้ก็ใช้ถ่ายชีวิตประจำวันทั่วไป อยากให้เพื่อนๆได้ไปลองกันเองครับ ลองดูภาพเพิ่มเติมจากบล็อกอื่นๆได้ที่ลิ้งนี้ครับ Leica M240

สรุป

          มาถึงบทสรุปกันครับ แล้วเจ้า M240 นี่มันน่าใช้หรือน่าซื้ออยู่มั้ยในปี 2019 ในยุคที่ตลาดกล้อง เจ้าอื่นเขาพัฒนาไปกันไกลมากแล้ว ใส่ลูกแล่นต่างๆนาๆ รวมถึงมือถือรุ่นใหม่ยัง pixel เยอะกว่าเจ้ากล้องตัวนี้ถึง 2 เท่าเลย แต่ผมขอย้ำว่าเรากำลังพูดถึงกล้อง Leica และเป็นกล้องไลก้าตระกูล M กล้องที่มีตำนานมายาวนาน คงต้องพูดว่า M นั้นไม่เน้นที่ไปแข่งกับคนอื่นครับ แต่กล้องเน้นที่อารมณ์ ถ้าเอาฟังก์ชั่น เอา pixel หรือคุณภาพไฟล์มาเทียบกับ คงไม่สามารถไปสู้หรือจะเถียงไรกับกล้องค่ายอื่นได้ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องอารมณ์ในการใช้งาน ความดึงดูดใจ ความน่าหยิบจับ ความรู้สึกจากการถ่าย ผมก็ยังคงบอกว่ากล้อง M นั้นคือที่สุด อันนี้ความเห็นส่วนตัวนะครับ 555 ไม่ดราม่ากันนะ ความคิดใครความคิดมันนะครับ ผมชอบ ผมรักเขาจริงๆ ซึ่งมาถึงตรงนี้ถามว่าผมรู้สึกไงกับเจ้า M240 สำหรับผมมันยังคงใช้งานได้ดีและยังคงน่าใช้ครับ ด้วยคุณภาพไฟล์ 24 ล้าน megapixel ก็คงเหลือล้นสำหรับมือสมัครเล่น เน้นถ่ายเก็บภาพความทรงจำ กล้องเปลี่ยนเลนส์ได้ ใช้งานง่าย ฟังก์ชั่นก็มีอยู่บ้าง แบตก็โครตมหาอึด มีโหมดฟิล์มให้เลือกใช้ด้วย แล้วก็อัดวีดีโอได้ ซึ่งไอสองอย่างหลัง รุ่นอื่นทำไม่ได้นะครับ ( ในตระกูล M นะ ) ข้อดีมีเยอะครับ ส่วนข้อเสียก็น้ำหนักที่โครตจะหนัก แบก M16 อาจจะเบากว่า wi-fi ไม่มี ส่งรูปเลยไม่ได้ เอาไปถ่ายสาว สาวคงเซ็ง ต้องมารอเรานั่งจั๊ม iso ดันได้น้อย แล้วก็มีปัญหาเกี่ยวกับฝุ่นและ hot pixel ที่ผมเกริ่นไปแต่มันก็แก้ไขได้ ยิ่งตอนนี้ราคาของเจ้า M240 หรือแม้กระทั่ง MP240 นั้นราคาตกลงไปเยอะมาก ก็ยิ่งน่าซื้อน่าลอง เหมาะกับเป็นกล้อง M ตัวแรกนะ ในการที่จะเริ่มเล่นกล้อง Rangefinder Digital แต่ก็ต้องเลือกครับ หากชอบเซ็นเซอร์ CCD ก็ลองไป M8 หรือ M9 ดูครับ แต่ถ้าอยากเริ่มเล่นเซ็นเซอร์ CMOS เจ้า M240 ก็น่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกนั้นครับ เพราะราคาเจ้านี่กับ M10 นั้นต่างกันเยอะพอสมควร ถ้ามีเงินก็ไป M10 ได้ครับ แต่ถ้าหากงบจำกัด ก็ลองซื้อ M240 ละไปซื้อเลนส์ Leica  มาเล่นดีกว่าครับ เหมือนเดิมครับ ผมไม่ใช่นักรีวิวเนอะ ผมเป็นเพียงแค่ผู้ใช้ แล้วก็อยากจะแชร์ประสบการณ์ อาจผิดบ้าง ถูกบ้าง ไม่ละเอียดบ้างก็ต้องขออภัยกัน ณ ที่นี้ครับ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับผม

See also  [Update] ฟา ส 9 เต็มเรื่อง hd อนิเมะ​พากย์​ไทย​เต็มเรื่อง⭐⭐โตเกียวองค์เมียวจิ🇯🇵👑✨3 | พระเอก ฟา ส 3 - Nangdep.vn

Camera : Leica M240

Lens : Voigtlander nokton classic 35mm f1.4 mc

#famefixblog

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Share this:

Like this:

ถูกใจ

กำลังโหลด…


รีวิวกล้อง Leica M10 กล้องอะไรโคตรเท่ห์!!! l #KUNChannel


ไหนๆก็เปิดของสะสมกันขนาดนี้แล้ว ก็ขอเปิดกรุกล้อง Leica ตามกระแสสักหน่อย 55555 กล้องอะไรราคาหลักแสน แถมยังแสนสาหัสอีกด้วย จะสาหัสยังไงตามไปดูกันครับ
ฝากกดlike กดshare กดsubscribe เป็นกำลังใจให้วางด้วยนะครับ
ช่องทางการติดต่อ
Facebook : https://www.facebook.com/KUNChannelfanpage/
Instagram : kun_channel_
Channel : https://www.youtube.com/channel/UCjdjKKzOLWqwy5CAKVn3BiA
ติดต่อโฆษณา : 0917246666

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูความรู้เพิ่มเติมที่นี่

รีวิวกล้อง Leica M10 กล้องอะไรโคตรเท่ห์!!! l #KUNChannel

กล้อง Leica คนจน


ติดต่องาน
[email protected]

กล้อง Leica คนจน

รีวิว LEICA D-Lux 7 | ตามหา LEICA มือหนึ่ง ราคาไม่ถึง 50,000 บาท


เครื่องแรกในไทย และเป็น LEICA มือหนึ่ง ที่ราคาถูกที่สุดตั้งแต่ซื้อมา
เป็นตัวสานต่อจาก Leica DLux (Type 109) ที่มีโทนของภาพ และหน้าตา ใกล้เคียงกับ LEICA Q มากยิ่งขึ้น ราคาขายตอนนี้ 49,900 บาท แต่เดี๋ยวเข้าไทย น่าจะเบากว่านี้อีกค่ะ
ใครสนใจ ก็สอบถามได้เลยที่
Facebook : คนขายกล้อง(@konkaiklong)
IG : konkaiklong
iaumreview DLUX7 LEICA

รีวิว LEICA D-Lux 7 | ตามหา LEICA มือหนึ่ง ราคาไม่ถึง 50,000 บาท

รีวิวเปรียบเทียบ Yashica Electro35G 35GS 35GSN 35GT 35GTN ว่าเหมือนและแตกต่างกันตรงไหน


รีวิวเปรียบเทียบ Yashica Electro35G 35GS 35GSN 35GT 35GTN ว่าเหมือนและแตกต่างกันตรงไหน

ใช้กล้อง Leica จนเล็บฉีก l รีวิว Leica Q2 ฉบับสาวๆ


สวัสดีค่าทุกคนน แพทกลับมาแล้วว วันนี้มารีวิว Leica q2 ตามสไตล์ผู้หญิงๆให้ได้ดูกันค่าา ถ้าพูดเรื่องไหนผิดพลาดไปขออภัยด้วยนะคะ หวังค่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่กำลังจะตัดสินใจซื้อสินค้านะคะ
รายละเอียดประกัน Leica Q2
ประกันศูนย์ Leica 2 ปี ทั่วโลก ส่งซ่อมไม่เสียตังสักบาท ค่าส่งก็ไม่เสีย
ล้างเซ็นเซอร์ฟรี 2 ครั้งต่อปี ตามระยะเวลาประกัน
อัพเฟิร์มแวร์ให้ฟรี แม้หมดประกัน
ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมสุดพิเศษจาก Leica ฟรี เช่น กิจกรรมเปิดตัวสินค้าใหม่
และอีกมากมาย อ่านเพิ่มเติม คลิก : https://bit.ly/2RuklBR
สั่งซื้อ Leica Q2 คลิก : https://bit.ly/3vFsh26
แถมฟรี Premium insurance 3 ปี เป็นประกันอุบัติเหตุ ตกหล่น ตกน้ำจ้า
สั่งซื้อ Leica Q2 Thump Support คลิก : https://bit.ly/2PTBuom
Shot on
Sony A7C : https://bit.ly/3nSyF3h
Sony 24mm F1.4 GM : https://bit.ly/3ukxhJp
Reviewer \u0026 Editor : Pat (ig : znailx)
Camera man : Top (ig : natechpk)
Model : Min (ig : _mmintch)

00:00 แนะนำ Leica q2
00:28 แนะนำตัว
01:22 สเปค Leica Q2
01:39 วัสดุ งานประกอบของ Body
02:33 Body ของ Leica Q2
02:45 Weather Sealing ของ Leica Q2
03:04 การจับถือของ Leica Q2
04:03 จอของ Leica Q2
05:18 Viewfinder ของ Leica Q2
05:45 ภาพนิ่งของ Leica Q2
06:56 เลนส์ Leica Summilux 28mm F1.7
08:32 วิดีโอของ Leica Q2
09:41 สรุปข้อดี Leica Q2
10:22 แอปส่งรูปผ่านมือถือของ Leica Q2
11:32 สรุป ข้อพิจารณาของ Leica Q2
12:15 ราคา และช่องทางการสั่งซื้อ Leica Q2
13:03 รูปตัวอย่าง Leica Q2 รูปจากหลังกล้องไม่ผ่านการปรับแต่ง

รีวิวLeicaq2 LeicaQ2 LeicaQ2review

สอบถามเพิ่มเติมผ่าน Inbox หรือ ZoomCamera ทั้ง 8 สาขา
📞0830677677 / 020989555 ต่อ 0
📲Line : @zoomcamera
🏠สาขาทั้งหมดของเรา : http://bit.ly/2ZvnLb3
🌎ช่องทางการสั่งซื้อออนไลน์
Website : http://bit.ly/2SCaHKk
Shopee : http://bit.ly/339Ea3q
จัดส่งสินค้าออนไลน์ ส่ง EMS ทั่วประเทศ (หยุดวันอาทิตย์)
ZoomCamera ตัวแทนจำหน่ายกล้องและอุปกรณ์ถ่ายภาพที่มีให้คุณเลือกมากที่สุดหาของที่ไหนไม่ได้มาหาได้ที่ ZoomCamera นะ

ใช้กล้อง Leica จนเล็บฉีก l รีวิว Leica Q2 ฉบับสาวๆ

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูวิธีอื่นๆWiki

ขอบคุณมากสำหรับการดูหัวข้อโพสต์ กล้อง leica ดียังไง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *