Wiki

[Update] 7 เรื่องเจ๋งๆ มันส์ๆ เรียนไปทำงานไป ณ เมืองจีน | เมือง จีน สกปรก – Nangdep.vn

เมือง จีน สกปรก: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

   

   สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว

Dek-D.com

…. เจอกับ

พี่เป้

และเล่าประสบการณ์เด็กนอกเช่นเคยทุกวันพฤหัสนะคะ ^^ สำหรับเรื่องที่นำมาฝากวันนี้ เป็นอีกเรื่องที่เจ๋งมาก เพราะเป็นทั้งประสบการณ์ที่ได้ไปทั้งเรียนและทำงานที่ “ประเทศจีน” เรื่องราวจะเป็นยังไง ไปอ่านกันโลด!!

   

 สวัสดีค่ะ ชื่อ

“โย-นราพรรณ วสุสินสุข”

อายุ 18 ปีค่ะ ตอนนี้เพิ่งจบม.ปลายจากโรงเรียนราชินี  ศึกษาต่อในสำนักวิชาการจัดการ สาขาการจัดการธุรกิจการบิน (ปฏิบัติการทางการบิน) มหาิวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงค่ะ เคยได้ไปเรียนภาษามาสองประเทศตอนอยู่ม.ปลาย ที่แรกคือ สิงคโปร์ แต่ที่ไม่เลือกเขียนเรื่องตอนอยู่สิงคโปร์ก็เพราะว่า ชีวิตตอนอยู่ที่นู่นมันราบรื่นมาก เพื่อนดี สถานที่ดี ทุกอย่างดีหมด ดีมากจนไม่รู้จะเขียนอะไร เลยเลือกที่จะเขียนอีกประเทศหนึ่งแทน

ซึ่งประเทศนั้นคือ “ประเทศจีน” นั่นเองค่ะ ส่วนเมืองที่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ตอนนั้นคือ “เซี่ยงไฮ้”

เห็นชื่อเมืองก็รู้แล้วใช่ไหมคะ ว่าไปอยู่ในเมืองเศรษฐกิจของประเทศที่มีประชากรเยอะที่สุดในโลกเนี่ย เรื่องมันต้องเยอะมากแน่ๆ

     เรื่องแรกคือ

สถาบันที่เราไปเรียน

โดยสถาบันที่เราได้ไปเรียนคือ Shanghai International Studies University (上海外国语大学) ซึ่งเป็นมหาลัยที่มีคอร์สอบรมภาษาสำหรับคนทั่วไปที่อยากเรียน มหาลัยนี้ก็เป็นมหาลัยที่มีนักศึกษาของคณะจีนศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ไปเรียนอยู่เยอะเหมือนกัน แต่ตอนนั้นเราก็ไม่ค่อยรู้จักคนไทยสักเท่าไหร่ เพราะในห้องเรียนเราเป็นคนไทยคนเดียว แถมยังอายุน้อยที่สุดในบรรดาทุกคนที่ไปเรียนตอนนั้นอีก เหมือนกับว่าคงไม่มีใครอยากรับภาระดูแลเด็กใหม่ ที่เด็กทั้งอายุและไม่รู้ว่าจะเด็กในด้านนิสัยด้วยหรือเปล่า

ก็เลยส่งผลให้เรามีเพื่อนชาวต่างชาติเยอะมากๆ ทั้งจากบราซิล ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น อิตาลี เกาหลี โมร็อกโค รัสเซีย เวเนซูเอล่า คาซัคสถาน ฮ่องกง เม็กซิโก และจีน ช่วงแรกๆ ภาษาจีนเรายังห่วย ทุกคนก็สงสารเลยคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ

แต่หลังๆ นึกภาพฝรั่งหัวทองนั่งคุยกับญี่ปุ่นเป็นภาษาจีนออกไหม คือเราว่ามันเป็นภาพที่ตลกสำหรับเรานะ แต่คือเราก็เข้าใจว่าเขาหวังดีอยากให้ภาษาเราพัฒนา เราก็ขอบคุณเขาในจุดนั้น 

     ต่อมาเรื่องที่สอง

คือที่พักที่เราอยู่

เป็นโรงแรมของมหาลัยชื่อ SISU Hotel คือมหาลัยจะมีที่พักหลายแบบให้เลือก มีทั้งโรงแรม เกสท์เฮ้าส์ และหอพัก แต่ตอนที่เราไปนั้นทุกที่เต็ม เหลือแต่โรงแรมที่อยู่ไกลหน่อย มันมีเรื่องตอนที่เราเข้าไปอยู่วันแรกๆ ที่เราจะไม่มีทางลืม คือห้องที่เราไปอยู่เป็นห้องสำหรับสองคน แต่ตอนนั้นเรายังไม่มีรูมเมท แล้วตกกลางคืนห้องข้างๆ ดันมีเสียงเหมือนเสียงสว่าน ต่อด้วยเสียงกระแทกกำแพงดังๆ แล้วก็มีเสียงผู้หญิงร้องแบบ scream ดังมาก แล้วเสียงพวกนี้ไม่ได้ดังแป๊บเดียวแต่ดังเป็นชั่วโมง เราก็ เห้ย มันจะมาฆ่าหันศพกันข้างห้องฉันรึเปล่าวะ แล้วถ้ามันฆ่ารายนั้นเสร็จแล้วใครจะเป็นรายต่อไป (อารมณ์ตอนนั้นคืออยู่คนเดียว เพ้อเจ้อนะคะ – _ -) 

    

 

อยู่มาวันหนึ่งซักทุ่มสองทุ่ม รูมเมทเราก็นั่งอ่านหนังสือ เราก็นอนเล่นโทรศัพท์อยู่ เสียงนั้นก็ดังขึ้นมาอีก เสียงแบบเดียวกันกับวันแรกๆ ที่เราอยู่คนเดียว รูมเมทเราก็หันมาหน้านิ่งๆ แล้วถามเราว่า รู้มั้ยว่านั่นเสียงอะไร? เราก็ตอบว่า ไม่รู้ น่ากลัว แล้วรูมเมทเราก็หัวเราะแล้วหันกลับไปทำการบ้านต่อ เราก็เลยบรรลุทันที เสียงนั่นมันคือ…………..(คิดกันเอาเอง ฮ่า) ฟังกันสดๆ เลยค่ะ หลอนมาก แต่เราก็ไม่ได้บอกแม่นะว่าเรารู้แล้วว่าเสียงนั้นเป็นเสียงอะไรที่ทำให้เรากลัว จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่กล้าเล่าเลยค่ะ ไม่รู้จะทำหน้ายังไงดี เสียน้ำตาให้กับมันไปด้วยนะ เวรกรรมจริงๆ ฮ่า

     

     ส่วนเรื่องเพื่อนๆ รวมๆ แล้วเพื่อนก็ดีมากๆค่ะ ดูแลเราเหมือนน้องคนนึง ไปไหนไปด้วย ช่วยเหลือเราตลอด มีทั้งไปกินเลี้ยงวันเกิดที่ภัตตาคารหรูๆ แล้วต่อด้วยบาร์ มีไปห้องเพื่อนญี่ปุ่นแล้วเค้าทำโซบะให้เรากิน เราก็ทำทับทิมกรอบให้เค้ากินคืน

(ขอขอบคุณคุณครูวิชางานครัวที่เคยเรียนตอนป.3 มา ณ ที่นี่) ไปดูงิ้วที่เป็นโปรแกรมสำหรับนักศึกษามหาลัย แต่เพื่อนๆ ก็ไปขอร้องอาจารย์จนให้เราที่เป็นแค่เด็กมาเรียนภาษาไปด้วยได้ พูดได้เต็มปากเลยว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตเราในเซี่ยงไฮ้มีความสุขได้ก็คือเพื่อนๆ นี่แหละค่ะ ทุกวันนี้ก็ยังติดต่อกันเรื่อยๆ ต่างคนก็ต่างชวนไปประเทศตัวเอง ก็สรุปว่ากลับมาแล้วยังไม่ได้ไปไหนเลยค่ะ ฮ่า

      เรื่องที่สามคือ

ร้านทำผมที่จีน

มีอยู่วันหนึ่ง หลังกลับจากไปส่งพี่คนไทยคนนึงที่สนามบิน เราก็รู้สึกว่าอยากทำอะไรสักอย่างกับลุคตัวเอง บวกกับระหว่างทางกลับโรงแรมเราเห็นซาลอนที่ดูโอเคมากร้านหนึ่ง เราก็เลยเดินเข้าไปเลยค่ะ และแน่นอนว่าตอนนั้นเราพูดจีนแทบจะไม่ได้ แต่เราก็นะ อยากจะตัดผม พอเรามานั่งก็มีพนักงานเอาแชมเปญมาให้แก้วนึง เราก็บอกว่าไม่ดื่มค่ะ ขอน้ำเปล่า เธอคนนั้นก็มองหน้าเราแบบ ทำไมไม่บอกก่อน เสียของ เราก็ต้องขอโทษด้วยคือคุณไม่ถามเราก่อนอะ ฮ่า พอถึงตอนจะตัดจริงๆ ช่างคนนึงก็ต้องรับกรรมไปค่ะ พยายามจะคุยกับเราว่าจะตัดทรงไหน เราก็พยายามจะบอกว่าเอาผมสั้นทรงไหนก็ได้ที่มันดูดี แต่ก็ไม่รู้เรื่อง 

      สักพักเค้าก็เลยไปหยิบกระดาษเปล่ามาแล้ววาดรูป ซึ่งแน่นอนว่าฝีมือวาดรูปของช่างคนนั้นก็ดูไม่รู้เรื่องค่ะ สรุปวันนั้นช่างทั้งร้านก็มายืนล้อมเราแล้วก็พยายามจะช่วยสื่อสาร สุดท้ายเค้าก็เลยตัดๆ ไปให้มันดูไม่แย่ เราก็ไม่ได้ว่าอะไรไม่ได้ซีเรียสกับเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว พอทีหลังเราพาเพื่อนไปอีก ช่างคนนั้นไม่มองหน้าเราเลยค่ะ ฮ่า

ถ้าได้ไปเดินตามถนนในเซี่ยงไฮ้จะสังเกตได้ว่าซาลอนที่นั่นแปลกมากๆ คือเกือบทั้งร้านจะเป็นผู้ชายค่ะ ตั้งแต่คนยืนต้อนรับหน้าประตู คนสระผม เคาน์เตอร์ รวมไปถึงช่างตัดผมค่ะ

READ  [NEW] รู้ไว้ก่อนเริ่มงาน! 10 มารยาทและวัฒนธรรมการทำงานบริษัทในประเทศญี่ปุ่น | คน ญี่ปุ่น ทำงาน ใน ไทย - Nangdep.vn

      พอเราเข้าไปเค้าก็จะดูแลเราดีมากๆ ยิ่งถ้าเราเป็นผู้หญิงเข้าไป เค้าก็จะเข้ามาคุยด้วยตอนรอ ตอนสระผมก็สระดีๆ

บางร้านสระผมกันตรงที่นั่งเลยนะคะ คือเอาแชมพูมาบีบๆแล้วเกาๆๆ ซ้ำไปซ้ำมาอยู่ตรงนั้น ไม่ได้สระที่อ่างค่ะ ก็งงเหมือนกัน คือเสร็จแล้วค่อยไปล้างที่อ่างทีเดียว นับว่าคนจีนมีวิทยายุทธมากนะ สระผมไม่เปียกได้

พอไปเช็ดผมก็มานั่งคุยใกล้ๆ ปั่นหูให้ บางทีเราก็สงสัยว่านี่เราอยู่ซาลอนหรือโฮสต์คลับกันแน่ เพื่อนเราที่ไปด้วยก็เคลิ้มไปตามๆ กัน บางคนถึงขั้นสมัครสมาชิกกันไปเลยทีเดียวค่ะ ฮ่า

      เรื่องต่อมาคือ

การทำงานพิเศษ

….พออยู่ได้เกือบเดือน เราก็เริ่มเบื่อการที่ต้องอยู่ไปวันๆ ถลุงเงินไปเรื่อยเปื่อย ชีวิตมีแต่ไปเรียน กิน กลับโรงแรม นอน มันไม่ตื่นเต้นเอาซะเลย! ไหนๆ มาอยู่ทีเวลามีจำกัดก็ต้องใช้ให้คุ้มค่ะ เราก็เลยจัดการถามเพื่อนว่า รู้จักที่ที่มีงานพิเศษให้ทำไหม เพื่อนก็จัดแจงส่งเว็บที่มีงานมาให้เลือกทั่วเซี่ยงไฮ้ มีงานเด็กเสิร์ฟที่ร้านอาหารแถวๆ ถนนหนานจิง น่าสนใจ เราเลยส่งอีเมล์ไปถามรายละเอียด แล้วเราก็บอกเขาไปด้วยว่าเรามีประสบการณ์นะ เคยเสิร์ฟมาก่อนที่ไทย เจ้าของร้านเขาก็เลยให้เบอร์มาแล้วบอกเราว่า วันจันทร์ให้ไปที่ร้านเพื่อไปสัมภาษณ์ พอวันจันทร์เราก็ไปกับเพื่อน เปิดประตูเข้าไปเจอเด็กเสิร์ฟคนจีนมาต้อนรับ เราก็พูดไปเลยว่า ‘I’m here to see the boss.’ โห โคตรเท่ค่ะ

      ประเด็นคือตอนนั้นภาษาจีนยังง่อยกันทั้งคู่ พูดไม่ถูก – _ – หลังจากนั้นก็ไปนั่งสัมภาษณ์แค่สองสามนาที เค้าก็รับค่ะ คงเพราะเห็นว่าพูดอังกฤษได้ แล้วส่วนใหญ่ลูกค้าในร้านจะเป็นต่างชาติเพราะแถวนี้จะมีบริษัทต่างชาติอยู่เยอะ ช่วงเที่ยงร้านจะแน่นจนไม่มีที่นั่ง ก็เลยต้องใช้พนักงานเยอะหน่อย

แล้วร้านที่เราทำเป็นร้านอาหารมาเลเซียนะคะ แต่อาหารรสชาติไม่ค่อยแตกต่างกับบ้านเรา เลยกลายเป็นว่าจากเดือนแรกที่เราต้องไปหาอาหารทานข้างนอก ช่วงเดือนหลังๆ ที่เราทำงานเราก็เลยมาฝากท้องไว้ที่ร้านแทนค่ะ

อิ่ม อร่อย แถมยังไม่ต้องเสียเงินอีกด้วย เยี่ยมจริงๆ :3

      ตอนเริ่มทำงานแรกๆ จำได้เลยว่า วุ่นวายมาก คือภาษาง่อยแล้วยังต้องมาอ่านตัวจีนในเมนูอีกนะ ต้องจำชื่ออาหารให้ได้ บางทีรับออเดอร์ลูกค้าต่างชาติก็ดีไป แต่ถ้าตอนไหนเป็นคนจีนล่ะก็ แย่ค่ะ อะไรนะ ฮะ พูดอีกทีสิคะ ต้องไปเรียกเพื่อนๆ เด็กเสิร์ฟชาวจีนมาช่วยทุกครั้งเลยค่ะ แต่เค้าก็ดีกับเรามาก จากตอนแรกๆ ที่ไม่ค่อยยิ้ม เหมือนเค้าคงยังไม่แน่ใจว่าเราจะมาช่วยงานหรือก่อความวุ่นวายกันแน่ แต่หลังๆ เราก็พิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเราขยัน เราพัฒนาได้ จนเราเริ่มสบายใจต่อกันและกันค่ะ

ทำให้ชีวิตการทำงานทุกวันสนุกมากๆๆๆเลยค่ะ สนุกกว่าในห้องเรียนอีก ไม่อยากจะบอกว่าตอนนั้นขยันท่องเมนูอาหารมากกว่าท่องศัพท์จากห้องเรียนอีกนะ

ถึงขั้นขอยืมเมนูกลับมาท่องเลย วันๆ นี่ฝึกเขียนซ้ำไปซ้ำมาอยู่นั่นแหละชื่อเมนูอาหาร ไม่เป็นอันทำอย่างอื่น 

   

แล้วที่ร้านนี่จะเปิดสองเวลาคือ ช่วงอาหารเที่ยงและอาหารเย็น อาหารเที่ยงส่วนใหญ่ลูกค้าจะสั่งเป็นชุด ส่วนในช่วงเย็นร้านก็จะกลายเป็นบาร์ย่อมๆ ค่ะ

คือจะมีการจุดเทียนตามโต๊ะ และในเมนูก็จะมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้สั่งได้ค่ะ บาร์เทนเดอร์ในร้านเป็นคนเวเนซูเอล่า ชื่อเควิน มาเรียนภาษาเหมือนกัน เราสนิทกับเควิน เพราะว่าถ้าไม่นับเจ้าของร้าน ในร้านก็จะมีคนที่พูดภาษาอังกฤษอยู่แค่สองคน 

 

    แต่อย่างที่บอกนะคะ ในที่ที่มีคนดีๆ อยู่เต็มไปหมด มันก็จะต้องมีคนไม่ดีปนอยู่ด้วยใช่ไหมคะ คือเชฟในร้านเนี่ยจะเป็นคนจีนทั้งหมด บางคนก็สุภาพมาก แต่บางคนก็ไม่สุภาพและไม่ให้เกียรติกันเลยค่ะ มีเชฟคนหนึ่งเดินเข้ามาถามเราว่า ประเทศไทยนี่ขี่ช้างไปเรียนกันใช่ไหม แล้วมีรองเท้าใส่กันรึเปล่า จากนั้นเขาก็เปิดเพลงดนตรีไทยที่เขาไปโหลดมาแล้วยื่นมาให้เราฟังแล้วก็หัวเราะ ประมาณว่าที่บ้านเธอฟังกันแบบนี้สินะ ตอนนั้นเราโกรธมากเลยค่ะ ขึ้นมาก ไม่คิดว่าจะได้เจออะไรแบบนี้นะ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเค้ากลับไป เพราะว่าคิดว่าพูดอะไรไปคนแบบนี้ก็คงไม่เข้าใจ เพราะว่าเค้าไม่ได้รับการอบรมมาเพียงพอที่จะทำให้เค้าได้คิดถึงความรู้สึกของคนอื่นน่ะค่ะ

     

      เรื่องที่ห้า

คือเรื่องรถไฟใต้ดินที่จีน

เวลาเราไปทำงานทุกวันเราต้องนั่ง MRT ไปค่ะ พอนั่งที่จีนแล้วคิดถึงเมืองไทยขึ้นมาทันที เพราะว่าที่จีนสกปรกว่าเยอะค่ะ คือไม่ได้สกปรกแบบว่ามีขยะเกลื่อนอะไรแบบนั้นนะคะ แต่ว่าคนเยอะมากๆ แล้วพอประตูเปิดปุ๊บ ทุกคนก็จะวิ่งกันเข้าไปเหมือนที่บ้านไม่มีเก้าอี้ค่ะ แล้วคนจีนนี่ติดนิสัยชอบดัน เคยมีวันนึงไปซินเทียนตี้กับพี่คนไทยสองคน ปกติถ้าเลือกได้พี่เค้าก็จะนั่งแท็กซี่กันเพราะว่ามันสะดวกกว่า แต่พอดีวันนั้นปลายเดือน ตังค์ใกล้หมด เลยต้องนั่ง MRT กันค่ะ แล้วด้วยความที่คนจีนชอบดัน คือไม่ได้ทำอะไรนะ ยืนเฉยๆ ก็ดัน พี่คนนึงทนไม่ไหวหันไปตะโกนใส่อาอี๊คนนั้นว่า ไอ้%$#!&!!!!!

      คิดว่าจะเกิดเรื่องใช่ไหมคะ คิดผิดแล้วค่ะ เค้าไม่สนใจและไม่คิดจะสนใจด้วยเพราะมันไม่ใช่ภาษาที่เขาเข้าใจ วันนั้นก็หงุดหงิดกันไปค่ะ ส่วนเราก็ชิน ขึ้นทุกวัน บางวันเจอคนอ้วก บางวันอุ้มลูกมาฉี่ตรงพื้นทางเดิน เราก็พยายามจะไม่มอง ไม่อยากจะเห็นภาพอะไรที่มันบาดตาค่ะ แล้วบนรถไฟนี่เค้าไม่เข้มงวดคือจะทำอะไรก็ทำ บางวันเราเห็นคนอื่นกิน วันต่อมาเราก็ซื้อซาลาเปามากินบ้าง (ยั่วกันนักใช่ไหม เอาคืน) แกล้งทำให้มันหอมๆ แล้วก็กินอย่างเอร็ดอร่อย มองหน้าคนที่นั่งตรงข้ามแล้วก็ยิ้มไป บางทีเราก็ใส่หูฟังแล้วร้องเพลงดังๆ ค่ะ คือชิลสุดๆ ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครมองว่าแปลกประหลาด เพราะทุกคนที่นี่ประหลาดหมด 

 

     เรื่องที่หก

มาพูดเรื่องของกินบ้าง

คืออยู่ประเทศไทยทั้งเพื่อน ทั้งพ่อ ทั้งแม่ เกือบทุกคนรอบตัวเราจะรู้ว่าเรากินยากมาก คือเราอารมณ์แบบเด็กไทยแท้ๆ ค่ะ ไม่กินชีส เนย วิปครีม นมสด กินพิซซ่าไม่เป็น ไม่กินมายองเนส ไม่เอาเนื้อวัว แต่ถ้าเป็นอาหารไทยนี่จัดมาค่ะ ทานหมดทุกอย่าง ก่อนไปเรื่องที่คุณแม่เป็นห่วงมากก็เรื่องอาหารการกินนี่แหละค่ะ ว่าจะหาอะไรกินได้มั้ย จะต้องอดจนผอมรึเปล่า แต่พอมาถึงแล้วบอกได้เลยว่าคุณแม่คิดผิดค่ะ

READ  [Update] 50 ฮีโร่ที่เก่งที่สุด MARVEL & DC COMICS | marvel ตัวละคร - Nangdep.vn

อาหารที่เซี่ยงไฮ้นี่เรากินเยอะกว่าที่สิงคโปร์หลายเท่ามากๆ (แต่โชคดีที่มีงานทำ เลยได้ขยับตัวบ่อยๆ) มีเนื้อไก่เสียบไม้ที่ยาวไม้ละเป็นฟุต ขายสามไม้สิบหยวน (ประมาณห้าสิบบาท) อร่อยมากๆ อยากกลับไปเซี่ยงไฮ้เพื่อไปกินเลยค่ะ 

     หลังมหาลัยมีอาหารคล้ายๆ ซูชิที่เรียกว่า ฟ่านถวน (饭团) เค้าจะให้เราเลือกว่าจะห่อสาหร่ายไหม เอาข้าวดำหรือขาว

จะใส่อะไรบ้างมีทั้งไก่กระดูกอ่อน เบคอน ปลาชุบแป้งทอด กิมจิ ผักต่างๆ เสร็จแล้วเค้าก็จะม้วนแล้วห่อด้วยพลาสติกให้อีกที

ก็กินอย่างงั้นเลยค่ะ ไม่หั่น มันก็คล้ายๆ กับคิมพับ(ข้าวปั้น)ของเกาหลีนะ แต่ว่าอ้วนกว่า(เพราะโลภ อยากใส่ไส้เยอะ) มีขนมปังในมินิมาร์ทที่เป็นไส้ช็อคโกแลตแล้วพอจ่ายตังค์เสร็จเค้าก็จะเอาเข้าไมโครเวฟให้ พอเอาออกมากัดทีช็อคโกแลตนี่ไหลเยิ้มเลยค่ะ 

     แล้วพอตอนกลางคืนทั่วเซี่ยงไฮ้ตรงริมถนนก็จะมี

เซาเข่า (烧烤) หรือบาร์บีคิว

เป็นรถเข็นออกมาขายกันค่ะ เมนูนี้ขอบอกว่าเด็ดมากๆๆๆๆๆๆๆๆ (ถ้ากลับเซี่ยงไฮ้รอบหน้าจะมานั่งรอทุกคืนเลยคอยดู ;_;)

จะเป็นผัก แป้ง และเนื้อสัตว์ประเภทต่างๆ นำมาเสียบไม้ให้เราไปเลือกหยิบมาใส่ตะกร้าของเรา พอนำไปคิดเงินเสร็จ คนขายก็จะนำไปย่างแล้วพลิกไปพลิกมา ทาซอส แล้วพอย่างจนได้ที่เขาก็จะนำมาเสิร์ฟให้เรา

ราคาแต่ละไม้ก็มีตั้งแต่ หนึ่ง สอง สาม หยวน ไม่เกินนี้ค่ะ นับได้ว่าถูกมากๆ กินทีเป็นสิบๆ ไม้ ถ้าใครไปเซี่ยงไฮ้ก็แนะนำว่าวันๆ อย่าเอาแต่เข้าภัตตาคารกินอาหารหรูๆ นะคะ ออกมาเดินข้างถนนบ้าง แล้วจะได้เจอกับความเป็นเซี่ยงไฮ้แท้ๆ กลับไปนะ รับรองว่าจะประทับใจจนลืมหงุดหงิดกับคนจีนไปเลยล่ะค่ะ

      เรื่องที่เจ็ด มีเรื่องที่ทำให้เราหัวเสียสุดๆ อยู่เรื่องหนึ่ง คือ

ฝรั่งหน้าหม้อ 

ตอนนั้นเราไปกินข้าวเที่ยงกับเพื่อน แล้วก็มีครูฝรั่งเป็นผู้ชายที่สอนอยู่ในมหาลัยที่เราเรียนนั่งรวมอยู่ด้วย เราก็ทำความรู้จักตามปกติ ก็ตามประสาฝรั่งคุยกับคนไทยนะคะ เมืองไทยสวยมาก เคยไปเที่ยว อาหารไทยอร่อย อะไรก็ว่าไป พอทานอาหารมื้อนั้นเสร็จ ก็ได้เวลาแยกย้าย ปรากฏว่า เรากับครูคนนั้นไปทางเดียวกันแถมยังพักในโรงแรมที่เดียวกันด้วย ส่วนคนอื่นไปอีกทางกันหมด เราก็คิดว่าเดินประมาณห้านาทีคงไม่เป็นไร แล้วช่วงนั้นยังกลางวันแสกๆ ระหว่างทางก็คุยเรื่อยเปื่อยค่ะ เราก็ตอบตลอดเพื่อไม่เป็นการเสียน้ำใจ พอมาถึงล็อบบี้เค้าก็ขอเบอร์โทรศัพท์ค่ะ คือเราก็โง่เองแหละ ตอนนั้นคิดน้อยไปหน่อย ก็เลยให้ๆ ไป คนรู้จักกัน 

      พอเราขึ้นไปถึงห้องเราก็นอนพัก ต่อมาเสียงโทรศัพท์เราก็ดังค่ะ พอเราหยิบขึ้นมาดู ปรากฏว่าเป็นชื่อของครูคนนั้น เราก็รับ เค้าก็ถามว่าเย็นนี้ว่างไหม ไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะกัน มีเล่นกีฬาด้วยนะ (โง่เองค่ะ บอกเขาไปว่าเราชอบเล่นกีฬา) เราก็เอะใจละ อายุห่างกันขนาดนี้มาชวนไปเดินเล่นสองคนเนี่ยนะ เราก็เลยตอบไปว่าเราไม่ว่าง มีนัดกับเพื่อนแล้ว ขอโทษนะคะ แล้วหลังจากนั้นเค้าก็โทรมาทุกวันเลยค่ะ เราหงุดหงิดมาก เพราะเราจะไม่ชอบเลยถ้าใครมายุ่งหรือรบกวนเวลาส่วนตัวของเรา เราก็รับสองสามวันแรกแล้วหลังจากนั้นเราก็ปล่อยให้โทรศัพท์ดังไปเรื่อย จนหลังๆ เราทนไม่ไหวจริงๆ จนต้องเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์เลยค่ะ วันนั้นเราก็ให้เพื่อนรับแล้วก็ว่าไปเลยว่า อย่ามารบกวนเราอีก เราไม่ชอบ แล้วเราก็ถอดซิมให้คนขายเอาไปทิ้งเลยค่ะ 

   

  และเรื่องสุดท้าย

มีเรื่องเล่าอีกเรื่องที่เราคงจะจำไปตลอดชีวิตอีกเหมือนกัน คือคุณป๊ากับคุณแม่เราก็มาเที่ยวที่จีน แต่ว่ามาที่เมืองฉางซาซึ่งตั้งอยู่ในอีกมณฑล แน่นอนค่ะว่าเราต้องบินไปหา ไฟลท์ของฝั่งป๊ากับแม่จะมาถึงประมาณเจ็ดโมงกว่าในตอนเช้า แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า ไฟลท์ในประเทศมันไม่มีบินดึกๆ ค่ะ ช้าสุดก็มาถึงฉางซาแค่ห้าทุ่ม เราก็เอาละ จะทำยังไงดีกับเวลาครึ่งคืนที่ต้องรอ สุดท้ายเราก็ตัดสินใจไม่นอนโรงแรมเนื่องจากประหยัดเงินและเพื่อความปลอดภัยด้วยค่ะ (คือเราไม่เคยไปเมืองนั้นมาก่อน จะไปนอนโรงแรมคนเดียวก็กลัว) 

      พอบินไปถึงห้าทุ่มกว่าเราก็นั่งรอข้างในตรงที่รับกระเป๋าค่ะ เพราะเราคิดว่าออกไปรอนี่หนาวแน่ๆ นั่งรอจนหลับไป สักพักมีพนักงานมีตะโกนเรียกให้ออกไปข้างนอกค่ะ ตอนนั้นสนามบินคนน้อยมาก เราก็ไม่ทันนึกว่าสนามบินเล็กๆ นี่เขามีเวลาปิดเปิดทำการนะ ซวยแล้วค่ะ นึกว่าจะเปิด 24 ชม. พอเราออกไป ก็มีคนขับแท็กซี่มาพูดกับเราใหญ่เลยว่าจะพาไปส่งที่พัก เราก็ไม่ไปๆ อย่างเดียว คือกลัว ไม่รู้ว่าจะพาไปส่งไหน แล้วจะหาทางกลับมาได้ไหมด้วย หลังจากคนขับแท็กซี่หมดความพยายามที่จะพาเราไป เขาก็กลับไปกันหมดเลยค่ะ เราก็นั่งอยู่ตรงเก้าอี้ด้านหน้าอยู่คนเดียว หนาวมากๆๆๆ แล้วเสื้อผ้าเราก็ไม่ได้เตรียมอะไรมาเยอะ ไม่ได้นึกว่าจะต้องมาเจอสภาพอากาศอะไรแบบนี้ คือใส่ฮู้ดมาตัวเดียว กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ คือทรมานมากค่ะ เราคนเมืองร้อนมาเจอความหนาวติดลบแบบนี้ เล่นเอาเกือบตายเลยทีเดียว หนาวกายไม่พอ หนาวใจด้วย นั่งก็นั่งอยู่คนเดียว จะไปพูดกับใคร เวลาก็เดินช้ามากๆ 

     

พอสักตีสองตีสาม เราก็สังเกตว่า ด้านในร้านค้าที่ปิดแล้วในสนามบินมีแสงไฟลอดออกมา แล้วก็มีเสียงผู้หญิงคุยกันอยู่สองคนค่ะ แรกๆ เราก็ทนนะ ไม่กล้าเข้าไปคุย แต่สักพักเราก็ไม่ไหวแล้วจริงๆ เราก็ไปเคาะประตูเรียกเค้าค่ะ

แล้วก็บอกเค้าว่าเรารอพ่อแม่อยู่ จะมาถึงพรุ่งนี้เช้า เรานั่งรอคนเดียวหนาวมากๆ ขอเข้าไปนั่งรอในนั้นได้ไหม เค้าก็มองหน้ากันแบบว่าไม่ค่อยไว้ใจ แต่ว่าเราก็หนาวแทบแข็งแล้วจริงๆ เค้าก็เลยให้เราเข้ามาค่ะ มันเป็นร้านอาหารที่จะเปิดตอนตีห้า เราก็เข้าไปนั่งด้านในสุด เค้าก็เอาน้ำอุ่นมาให้ เอาถั่วมาให้กินเล่น เราเห็นเค้าจัดร้าน เราก็เลยบอกเค้าว่าเราอยากช่วย เค้าก็บอกไม่เป็นไร ก็คุยกันว่าเป็นไงมาจากไหน เราก็เล่าๆ ไป สักพักเราก็หลับไปเลยค่ะ อาจจะเป็นเพราะว่าเพลียมากไม่ได้หลับมาทั้งคืน ตื่นมาอีกทีเค้าเปิดร้านแล้ว เราก็ขอบคุณเขาแบบขอบคุณจริงๆ นะ ไว้เราจะมาใหม่นะ 

READ  [Update] เพลงสากลในปี 2019 : ตัวแม่ดับ พลังหญิงมาแรง เด็กใหม่มิลเลนเนียลส์แจ้งเกิด | เพลง ที่ ดัง ที่สุด ใน โลก - Nangdep.vn

     

โอ้วววว อ่านจบแล้วรู้สึกอยากกินเซาเข่า (烧烤) เลยค่ะ ท่าทางจะอร่อยมากๆ เลย^^ถ้ามีโอกาสคงต้องจัดทัวร์ชิมไปเซี่ยงไฮ้โดยเฉพาะ 5555 ส่วนใครมีประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆื อยากแบ่งปันเพื่อนๆ แบบนี้บ้าง ก็เขียนและส่งมาได้ที่ pay@dek-d.com รออ่านอยู่น้าาา ส่งมาไวๆ เลยจ้า

เด็กดีดอทคอม :: 28 วันใน
TWITTER @PAYDEKD


หัวใจของคนญี่ปุ่นถูกขังไว้ที่อณาจักรแห่งนี้เรียบร้อยแล้ว!


รีสอร์ตไหนที่ทำให้คนญี่ปุ่นประทับใจ คงไม่พ้นรีสอร์ตนี้ที่หัวหิน ที่นี่เป็นที่ที่ทำให้อายากะหลงรักหัวหินเพิ่มมากขึ้น และขึ้นชื่อว่า \”สวรร์คของคนญี่ปุ่น\” ในไทยเลย
Anantara PicturePerfectThailand
Facebook : Ayatar
https://web.facebook.com/Ayatarlifestyle
ติดตามคลิปอื่นๆใน Youtube
https://www.youtube.com/channel/UCDRhDrMIiiFNfljd9_6dYA
ติดต่องาน (Contact \u0026 Work)
Email : ayatarlife@gmail.com
Facebook : https://web.facebook.com/Ayatarlifestyle
Tel : 0632679596
Line : piriyakornn

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูความรู้เพิ่มเติมที่นี่

หัวใจของคนญี่ปุ่นถูกขังไว้ที่อณาจักรแห่งนี้เรียบร้อยแล้ว!

รีวิวส้วมเมืองจีน..เจอของจริงวิ่งหนีเกือบไม่ทัน!!


รายการ Viewfinder ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ 12.00 น. ทางช่อง AmarinTV HD 34

ติดตาม รายการ Viewfinder The Bucket List และข่าวสารต่างๆ ได้ที่
Facebook Fanpage : Viewfinder Thailand
https://www.facebook.com/viewfinderthailand
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCFAg9jjeY2_dHrkajKpJmpg

รีวิวส้วมเมืองจีน..เจอของจริงวิ่งหนีเกือบไม่ทัน!!

\”ความจริงที่ไม่เห็นด้วยตา\” Official HD : โดย กล้องวงจรปิด Vizer (vizer cctv)


บนโลกนี้ยังมีความจริงอีกมาก นอกเหนือจากที่ตาเห็น
เผยความดีและไม่ดี …. ให้ Vizer เป็นตัวช่วยตัดสิน
กล้องวงจรปิด Vizer ชัดทุกความจริง

\

ทำไมจีนต้องสร้างกำแพงเมืองจีน หรือกำแพงหมื่นลี้


➤ Don’t forget to subscribe ►ฮาฮาฮาขำขัน
➤ อย่าลืมกด subscribe เพื่อติดตามคลิปใหม่ๆ ได้ที่
https://www.youtube.com/channel/UC2XrtccQVRmRdL05qSBSRTQ
ขอบคุณทุกการติดตามและรับชม

Music : 🎧

►Intro song : 🎧
Unknown Brain MATAFAKA (feat. Marvin Divine) [NCS Release]Music provided by NoCopyrightSounds.
Watch: https://youtu.be/AlXfbVpDUdo
Download/Stream: http://ncs.io/MATAFAKA

Video : 🎬
ดูคลิปอื่นๆของช่องฮาฮาฮาขำขันได้ที่นี่

ทำไมจีนต้องสร้างกำแพงเมืองจีน หรือกำแพงหมื่นลี้

10 แม่น้ำที่สกปรกมากที่สุดในโลก


ถ้าสายน้ำเป็นดั่งพรที่ธรรมชาติมอบให้เราเพื่อการดำรงชีวิต ปริมาณของเสียนับล้านตันที่ถูกทิ้งลงแม่น้ำ ก็ทำให้พรที่เราได้มานี้มีสภาพไม่ต่างจากถังขยะใบใหญ่

มีรายงานระบุว่า ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของขยะพลาสติกที่ไหลลงทะเลนั้น มาจาก 10 แม่น้ำสายหลักของโลก! มากกว่า 300 ล้านตันของปริมาณพลาสติกที่ผลิตขึ้นในแต่ละปี ประกอบไปด้วยถ้วยกาแฟ 1.6 หมื่นล้านใบ ขวดพลาสติก 4.5 หมื่นล้านใบ และถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งอีก 4 ล้านล้านใบ ทำให้มีขยะพลาสติกราว 810 ล้านตันถูกทิ้งลงมหาสมุทร ในจำนวนนี้ เป็นขยะพลาสติกประมาณ 2 ล้านตัน มีการนำกลับมาใช้ประโยชน์แค่ 0.5 ล้านตันเท่านั้น ส่วนที่เหลือเล็ดลอดไปสู่ธรรมชาติ โดยเฉพาะแหล่งน้ำจนกลายเป็นผลกระทบตามมา
ถ้าสายน้ำเป็นดั่งพรที่ธรรมชาติมอบให้เราเพื่อการดำรงชีวิต ปริมาณของเสียนับล้านตันที่ถูกทิ้งลงแม่น้ำ ก็ทำให้พรที่เราได้มานี้มีสภาพไม่ต่างจากถังขยะใบใหญ่

คลิปนี้เราจะพาทุกคนไปชม 10 แม่น้ำที่สกปรกมากที่สุดในโลก

10 แม่น้ำที่สกปรกมากที่สุดในโลก

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูวิธีอื่นๆWiki

ขอบคุณที่รับชมกระทู้ครับ เมือง จีน สกปรก

Cẩm Nhung

Xin chào các bạn, Mình tên là Cẩm Nhung, như bao cô gái khác mình cũng đam mê mỹ phẩm say mê làm đẹp và chỉnh chu cho nhan sắc của mình. Vì thế, mình muốn chia sẻ những bí quyết làm đẹp của mình cho các bạn để các bạn có thể cẩn thận hơn cũng như tìm hiểu được những cách chăm sóc da đẹp nhất.

Related Articles

Trả lời

Email của bạn sẽ không được hiển thị công khai. Các trường bắt buộc được đánh dấu *

Back to top button